Onlinenewstime.com : แม้ตัวเลขของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเทศไทย เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 5.8 เมตริกตันต่อปี แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่า “อัตราเร่ง” ของการปล่อยก๊าซเริ่มชะลอลงตั้งแต่หลังปี 2557 สะท้อนว่ามาตรการลดการปล่อยก๊าซในหลายภาคส่วนเริ่มเห็นผล
อย่างไรก็ตามยังพบว่าฐานข้อมูลดาวเทียมระดับโลกประเมินการปล่อยก๊าซของไทยสูงกว่าความเป็นจริงราว 1-2 เท่า จึงจำเป็นต้องปรับเทียบข้อมูล (Calibration) ให้สอดคล้องกับข้อมูลกิจกรรมจริงของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียด 5×5 กิโลเมตร ที่สามารถคาดการณ์อุณหภูมิ ปริมาณฝน และความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วได้ถึงปี 2100

ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่เป้าหมาย Net Zero และการเตรียมรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง คลื่นความร้อน และปรากฏการณ์เอลนีโญ
ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) เสวนาหัวข้อ “ประเทศไทยกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่คาร์บอนต่ำ” ดร.ศิรพงศ์ สุขทวี นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ Onlinenewstime ถึงทิศทางการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย บทบาทของงานวิจัย และการนำข้อมูลภูมิอากาศมารองรับการวางแผนรับมือความเสี่ยงในอนาคต
ไทยเดินหน้าสู่ Net Zero แต่ภาคพลังงาน-ขนส่งยังเป็นโจทย์ใหญ่
ดร.ศิรพงศ์ กล่าวว่า ประเทศไทยตั้งเป้าหมายหลักลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(แผน NDC : Nationally Determined Contribution) ไว้ที่ 47% ภายในปี 2035 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
ข้อมูลการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศในช่วงปี 2543-2564 พบว่า แม้ปริมาณการปล่อยก๊าซยังคงเพิ่มขึ้น แต่แนวโน้มหลังปี 2557 เริ่มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่ามาตรการควบคุมในภาคส่วนหลักเริ่มส่งผลในทางปฏิบัติ
ภาคที่ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด คือ ภาคพลังงาน รองลงมาคือ ภาคการขนส่ง ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการลดการปล่อยก๊าซในระยะต่อไป
เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว อีกกลไกสำคัญ คือการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ โดยประเทศไทยเตรียมผลักดันระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS: Emissions Trading System) ภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละภาคส่วน ควบคู่กับการส่งเสริมตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซผ่านกลไกตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อข้อมูลที่ทั้งโลกใช้ อาจยังไม่สะท้อนการปล่อยก๊าซของไทยได้อย่างแม่นยำ
นอกจากการติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากข้อมูลภายในประเทศแล้ว นักวิจัยไทยยังเปรียบเทียบฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับโลกกับข้อมูลกิจกรรมจริงของประเทศไทย เพื่อประเมินความแม่นยำของการนำข้อมูลไปใช้กำหนดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ


ดร.ศิรพงศ์ เปิดเผยว่า ผลการศึกษา* พบว่า ชุดข้อมูล ODIAC (Open-source Data Inventory for Anthropogenic CO2) ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ความละเอียดสูงระดับ 1×1 กิโลเมตร ที่พัฒนาจากข้อมูลแสงไฟยามค่ำคืน ภาพถ่ายดาวเทียม และข้อมูลโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลก ประเมินการปล่อยก๊าซของประเทศไทย สูงกว่าความเป็นจริงประมาณ 2 เท่า
ขณะที่ CAMS (Copernicus Atmosphere Monitoring Service) ซึ่งเป็นระบบติดตามชั้นบรรยากาศและก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป ภายใต้โครงการ Copernicus และดำเนินการโดย ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ก็ให้ค่าการปล่อยก๊าซของประเทศไทย สูงกว่าฐานข้อมูลของไทยมากกว่า 1 เท่า
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ความแตกต่างดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลดาวเทียมของต่างประเทศไม่มีความน่าเชื่อถือ แต่เนื่องจากแบบจำลองระดับโลกถูกพัฒนาจากสมมติฐานและข้อมูลที่ใช้กับหลายประเทศ จึงจำเป็นต้องผ่านกระบวนการ ปรับเทียบข้อมูล (Harmonization) ให้สอดคล้องกับข้อมูลกิจกรรมจริงของประเทศไทย ทั้งภาคพลังงาน อุตสาหกรรม การคมนาคม และการใช้เชื้อเพลิง
“หากนำข้อมูลระดับโลกมาใช้โดยไม่ปรับเทียบ แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยจะถูกประเมินสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินสถานการณ์และการกำหนดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
ดร.ศิรพงศ์ กล่าวว่า ในประเด็นนี้จึงมีความสำคัญ เพราะช่วยเชื่อมโยงข้อมูลระดับโลกกับข้อมูลภายในประเทศ ทำให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียมร่วมกับฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซของประเทศได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งเพื่อการติดตามความก้าวหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero และการจัดทำนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
จากก๊าซเรือนกระจกสู่การคาดการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ”
“การติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงประเมินความคืบหน้าสู่ Net Zero แต่ยังเป็นข้อมูลตั้งต้นในการพัฒนาแบบจำลองภูมิอากาศ (Climate Scenarios) เพื่อประเมินว่า โลกที่มีระดับการปล่อยก๊าซแตกต่างกัน จะส่งผลต่ออุณหภูมิ ปริมาณฝน และความรุนแรงของปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และซูเปอร์เอลนีโญในประเทศไทยอย่างไร
ข้อมูลจาก CMIP6 หนึ่งในสถานการณ์จำลองสำคัญที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนำมาใช้ คือ SSP2-4.5 (SSP245) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สมมติว่าโลกสามารถควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในระดับปานกลาง และใช้เป็นฐานในการศึกษาผลกระทบ รวมถึงประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในระดับพื้นที่
ขณะเดียวกัน นักวิจัยยังเปรียบเทียบกับ สถานการณ์แบบ Extreme ซึ่งเป็นกรณีที่โลกไม่สามารถควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ทำให้ผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้ง ฝนที่แปรปรวน และคลื่นความร้อนมีแนวโน้มรุนแรงกว่าภายใต้ฉากทัศน์ SSP245 อย่างมีนัยสำคัญ

” แม้ก๊าซเรือนกระจกจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ แต่การสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ส่งผลให้เมื่อเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญตามธรรมชาติ ผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และสภาพอากาศสุดขั้ว มีแนวโน้มรุนแรงและยาวนานมากขึ้น
ดังนั้น การติดตามทั้งข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสัญญาณจากมหาสมุทร จึงเป็นหัวใจของการคาดการณ์และวางแผนรับมือความเสี่ยงด้านภูมิอากาศในอนาคต”
ดร.ศิรพงศ์ กล่าวว่า การติดตาม ค่าดัชนี Nino 3.4 ซึ่งใช้วัดความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงกว่า 2 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นเกณฑ์บ่งชี้การเข้าสู่ภาวะ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)
ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญกับ ปริมาณฝนที่ลดลง ภัยแล้งที่เพิ่มขึ้น และการเกิดคลื่นความร้อน (Heat Wave) โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่และพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และสุขภาพของประชาชน
ข้อมูลจากแบบจำลองภูมิอากาศไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อการศึกษาทางวิชาการ แต่ถูกส่งต่อให้หน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำ การเกษตร และการป้องกันภัยพิบัติ นำไปใช้วางแผนรับมือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตั้งแต่การจัดสรรน้ำ การวางแผนเพาะปลูก การเฝ้าระวังคลื่นความร้อน ไปจนถึงการเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

ฐานข้อมูล 5×5 กิโลเมตร เครื่องมือใหม่วางแผนประเทศถึงปี 2100
หนึ่งในผลงานสำคัญของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คือการพัฒนาฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียด 5×5 กิโลเมตร และ 25×25 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมข้อมูลรายวันทั้งอุณหภูมิ ปริมาณฝน และความชื้นสัมพัทธ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) ไปจนถึงปี พ.ศ. 2643 (ค.ศ. 2100)
ฐานข้อมูลดังกล่าวช่วยให้สามารถระบุพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง น้ำท่วม และคลื่นความร้อนในระดับจังหวัดได้อย่างละเอียด รวมทั้งคาดการณ์แนวโน้มสภาพภูมิอากาศล่วงหน้าในอีก 10-30 ปี เพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงพื้นที่ของหน่วยงานภาครัฐ

ปัจจุบัน ข้อมูลชุดนี้ถูกนำไปใช้สนับสนุน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน และกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อบริหารจัดการน้ำ ศึกษาวางแผนการเพาะปลูก และเตรียมรับมือผลกระทบจากภัยแล้งและเอลนีโญในแต่ละพื้นที่ โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤต ไปสู่การวางแผนและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
ข้อมูลแม่นยำ คือกุญแจสำคัญสู่การปรับตัวของประเทศ
การเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ยังคงเป็นภารกิจสำคัญของประเทศไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเตรียมพร้อมรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน บทบาทของงานวิจัยจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
หากกำลังกลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ประเทศมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า ตั้งแต่การปรับเทียบข้อมูลการปล่อยก๊าซให้แม่นยำ การคาดการณ์เอลนีโญและคลื่นความร้อน ไปจนถึงการวางแผนบริหารจัดการน้ำ การเกษตร และการป้องกันภัยพิบัติในระดับพื้นที่ เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำและพร้อมรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
Sooktawee, S., et al. Comparative analysis of anthropogenic CO2 emissions in Thailand using the ODIAC and CAMS datasets. Environmental and Sustainability Indicators 30, 101258 (2026). https://doi.org/10.1016/j.indic.2026.101258

ศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
