Onlinenewstime.com : ประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของการดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ เมื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ภาคสมัครใจ” ไปสู่ “ภาคบังคับ” ภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “พ.ร.บ.ลดโลกร้อน” ซึ่งจะเป็นกฎหมายหลักในการกำหนดทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศในระยะยาว
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังเป็นการเตรียมประเทศไทยให้พร้อมรับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่กำลังทำให้ “คาร์บอน” กลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจและเงื่อนไขสำคัญของการส่งออก
นายขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลก (World Bank) ผู้รับผิดชอบประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ Online Newstime ว่า พ.ร.บ.ลดโลกร้อนไม่ใช่เพียงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่จะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรม การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก
“มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นประตูสู่การค้า หากผู้ประกอบการไทยปรับตัวไม่ทัน ต้นทุนการผลิตและการส่งออกจะเพิ่มขึ้น ขณะที่โอกาสในการแข่งขันจะลดลง”
จาก “ภาคสมัครใจ” สู่ “ภาคบังคับ” จุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย
ที่ผ่านมา การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบ ภาคสมัครใจ (Voluntary Market) ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายคาร์บอนเครดิตหรือการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคเอกชน
แต่เมื่อ พ.ร.บ.ลดโลกร้อนมีผลบังคับใช้ ระบบดังกล่าวจะเปลี่ยนเข้าสู่ ภาคบังคับ (Mandatory Market) มากขึ้น โดยภาครัฐจะกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละภาคเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายตามแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ซึ่งตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 30-40% หรือประมาณ 200 ล้านตัน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ประเทศไทยมีแนวโน้มนำเครื่องมือด้านราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) มาใช้ควบคู่กัน ทั้ง ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และ ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System : ETS)
ขณะเดียวกัน ตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจจะยังคงมีบทบาท โดยเฉพาะหากสามารถเชื่อมโยงกับระบบภาคบังคับในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้องการและมูลค่าของคาร์บอนเครดิตในตลาด
กติกาโลกกำลังเปลี่ยน และไทยไม่มีทางเลือก
นายขวัญพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้หลายประเทศเร่งออกกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลก
มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปเป็นตัวอย่างชัดเจน ที่กำหนดให้สินค้านำเข้าต้องสะท้อนต้นทุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากประเทศผู้ส่งออกไม่มีมาตรการรองรับ ผู้ประกอบการอาจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น
“วันนี้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานทางการค้า หากประเทศไทยปรับตัวไม่ทัน ย่อมส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”
World Bank เสนอรัฐสร้าง Ecosystem ก่อนใช้กฎหมาย
แม้การมีกฎหมายจะเป็นก้าวสำคัญ แต่ธนาคารโลกมองว่า “กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ”
สิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ คือการสร้าง Ecosystem หรือระบบนิเวศที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้จริง โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
ข้อเสนอสำคัญคือการจัดตั้ง Shared Facility หรือหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ประเมินการปล่อยก๊าซ จัดการคาร์บอนเครดิต และเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยี
แนวคิดนี้จะทำให้ SME สามารถเข้าถึงบริการได้ในลักษณะ Plug and Play ลดต้นทุน ลดขั้นตอน และไม่ต้องแบกรับภาระการดำเนินงานทั้งหมดด้วยตนเอง
ควบคู่กับการผลักดันโครงการ Low Carbon City ที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจลดการใช้พลังงาน ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการซื้อขายคาร์บอนเครดิต
นายขวัญพัฒน์ ย้ำว่า หากประเทศไทยสามารถสร้างระบบสนับสนุนดังกล่าวได้ จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบภาคบังคับเกิดขึ้นอย่างราบรื่น และไม่กลายเป็นภาระของผู้ประกอบการ
“SME” คือความท้าทายใหญ่ที่สุด
แม้บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มลงทุนด้าน ESG และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว แต่ภาพของ SME ไทยกลับแตกต่างออกไป
ผู้ประกอบการจำนวนมากยังต้องเผชิญกับการแข่งขันในแต่ละวัน จึงไม่มีเวลาเพียงพอที่จะศึกษาเรื่องคาร์บอนเครดิต มาตรฐานด้านความยั่งยืน หรือกฎระเบียบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน การลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซยังต้องใช้ทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของธุรกิจขนาดเล็ก
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารโลกจึงเห็นว่า นโยบายภาครัฐควรเน้น “การลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน” มากกว่าการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ
แนะ SME อย่ารอให้กฎหมายบังคับ
นายขวัญพัฒน์ แนะนำว่า แม้กฎหมายจะยังอยู่ระหว่างการผลักดัน แต่ผู้ประกอบการไม่ควรรอจนกฎหมายมีผลบังคับใช้
สิ่งที่ควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ คือการสำรวจและวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และติดตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า
ผู้ประกอบการควรมองเรื่องคาร์บอนไม่ใช่ในฐานะ “ต้นทุน” แต่เป็นการลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในอนาคต เพราะธุรกิจที่ปรับตัวได้ก่อน จะมีความพร้อมมากกว่าเมื่อมาตรการภาคบังคับเริ่มมีผล
ดิจิทัลจะเป็นหัวใจของตลาดคาร์บอนยุคใหม่
อีกหนึ่งประเด็นที่ธนาคารโลกให้ความสำคัญ คือการยกระดับความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนเครดิต หลังจากที่ผ่านมา ตลาดภาคสมัครใจทั่วโลกเผชิญข้อกังวลเรื่อง Greenwashing
การนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลการลดก๊าซแบบ Real-time จะช่วยสร้างความโปร่งใส เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ และยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตของไทยให้ได้รับการยอมรับในตลาดโลก
เปลี่ยนกฎหมายให้เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย
สำหรับธนาคารโลก ความสำเร็จของ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน จะไม่ได้วัดจากการที่ประเทศไทยสามารถประกาศใช้กฎหมายได้เร็วเพียงใด แต่จะวัดจากการทำให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ SME สามารถเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกับกฎหมายได้โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
หากภาครัฐสามารถสร้างระบบสนับสนุนที่เหมาะสม เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ เงินทุน เทคโนโลยี และตลาดคาร์บอนได้ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจะไม่ใช่ภาระของประเทศ แต่จะกลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก
เพราะท้ายที่สุดแล้ว “คาร์บอน” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดใหม่ของการค้า การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21
