News Update

ผ่าตลาดคาร์บอนไทยปี 2569 จาก “รอดูท่าที” สู่จุดเปลี่ยนผ่าน เปิดเกม “ราคาอ้างอิง–ตีมูลค่า” พลิก “เครดิตลดคาร์บอน” สู่ “สินทรัพย์ทางการเงิน”

Onlinenewstime.com : ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจไทยปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน จากยุค “Wait and See” สู่ตลาดที่ภาคธุรกิจเริ่มมองเห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดย 77% มอง Climate Change เป็นโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่ 69% กังวล Transition Risk และ 79% ของกลุ่มตัวอย่างยังอยู่ระหว่างศึกษาตลาด ท่ามกลาง Supply Surplus ที่การยกเลิกเครดิตเพื่อใช้งานจริงมีสัดส่วน 10% ของเครดิตที่ได้รับการรับรอง

ล่าสุด อบก. เดินหน้าใช้ “ราคาอ้างอิงและหลักเกณฑ์การตีมูลค่า” เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ หวังแก้โจทย์ “ไก่กับไข่” ระหว่างผู้ซื้อ–ผู้ขาย พร้อมเปิดทางสู่การบริจาค การใช้เป็นหลักประกัน การประกันภัย ตราสารการเงิน และการยกระดับ Premium T-VER สู่ ASEAN Carbon Market Hub

ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่ภาคธุรกิจจำนวนมากยังอยู่ในโหมด “Wait and See” หรือรอดูทิศทางของตลาด กฎเกณฑ์ และมาตรฐานสากล ขยับเข้าสู่ “Transition Stage” ที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมหรือ CSR อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นทั้ง โอกาสทางธุรกิจ ความเสี่ยงต่อความสามารถในการแข่งขัน และโจทย์ด้านการเงิน

ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่าน ผลการสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ปี 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสำรวจทิศทาง ความพร้อม ความต้องการ และอุปสรรคของผู้เล่นในตลาด ขณะเดียวกัน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ได้นำผลการศึกษาเรื่อง “ความเป็นไปได้การกำหนดราคากลาง การตีมูลค่าคาร์บอนเครดิต และการขยายตลาดคาร์บอนของประเทศไทย” มาต่อยอด เพื่อสร้างกลไกด้านราคาและมูลค่าที่ตลาดยังขาดอยู่

ภายใต้โจทย์ที่ว่า หากต้องการให้ตลาดคาร์บอนไทยเติบโต การมีคาร์บอนเครดิตเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องทำให้ตลาดรู้ว่าเครดิตแต่ละประเภทมีคุณค่าเท่าไร ซื้อขายอย่างไร และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเงินได้อย่างไร

ตลาดคาร์บอนปี 2569 เมื่อ “โอกาส” เดินมาพร้อม “ความเสี่ยง”

ผลการสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ปี 2569 จาก The Creagy Company Limited สะท้อนพัฒนาการของตลาดคาร์บอนไทยและการเปลี่ยนมุมมองของภาคธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น โดย 77% มองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่ 69% ตระหนักถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk)

ความเสี่ยงดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ มาตรการทางการค้า ความต้องการของคู่ค้า ไปจนถึงความเสี่ยงด้านชื่อเสียง หากองค์กรไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง

อีกด้านหนึ่งคือความกังวลเรื่อง Greenwashing ทำให้ผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตไม่ได้พิจารณาเพียง “ราคา” แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการพิสูจน์ผลการลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่าง “ความสนใจ” กับ “การลงมือทำ” ยังมีอยู่มาก จากกลุ่มตัวอย่าง 244 ราย พบว่า 79% ยังอยู่ในช่วงศึกษาตลาด สะท้อนว่าตลาดไทยกำลังอยู่ในช่วงสร้างความเข้าใจและเรียนรู้กลไก มากกว่าจะเป็นตลาดที่ผู้เล่นส่วนใหญ่พร้อมเดินหน้าทำธุรกรรมอย่างเต็มรูปแบบ

Supply Surplus เมื่อเครดิตมีมากกว่าความต้องการใช้งานจริง

โจทย์สำคัญที่ตามมาคือ แม้ประเทศไทยจะมีโครงการและคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้น แต่การนำเครดิตไปใช้งานจริงยังไม่ขยายตัวในระดับเดียวกัน

ข้อมูลจากผลการสำรวจพบว่า ในปี 2568 ปริมาณการยกเลิกคาร์บอนเครดิต หรือ Retire เพื่อการใช้งานจริง คิดเป็นเพียงประมาณ 10% ของปริมาณเครดิตที่ได้รับการรับรองทั้งหมด

ตัวเลขนี้สะท้อนภาวะ Supply Surplus หรือซัพพลายคาร์บอนเครดิตที่มากกว่าความต้องการใช้งานในช่วงเวลาหนึ่ง

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย “ผลิตเครดิตไม่ได้” แต่กลับอยู่ที่ว่า เครดิตที่ผลิตขึ้นมาตรงกับความต้องการของตลาดหรือไม่ และผู้ซื้อมีความมั่นใจมากพอที่จะจ่ายในราคาที่ทำให้ผู้พัฒนาโครงการเดินหน้าลงทุนต่อหรือไม่

นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ตลาดเรียกว่า “ปัญหาไก่กับไข่”

“ไก่กับไข่” ของตลาด ผู้ขายอยากได้ราคา ผู้ซื้ออยากได้คุณภาพ

ฝั่งผู้พัฒนาโครงการต้องการตลาดที่มีความต้องการซื้อและราคาที่เพียงพอต่อการลงทุน แต่ผลสำรวจพบว่า 47% ของผู้ขายมองว่าการหาผู้ซื้อไม่ได้ หรือคาร์บอนเครดิตไม่ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ เป็นอุปสรรคสำคัญ

ขณะที่ผู้ซื้อกลับต้องการคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูง หรือ High-Integrity Carbon Credits โดยให้ความสำคัญกับประเด็นอย่าง Additionality ความเข้มแข็งของระบบ MRV หรือการวัด รายงาน และทวนสอบ รวมถึง Permanence หรือความคงทนของการลดหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก

ส่งผลทำให้เกิดวงจรที่ทั้งสองฝ่ายต่างรออีกฝ่าย ผู้พัฒนาโครงการต้องการ “ราคา” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลงทุน ขณะที่ผู้ซื้อต้องการ “คุณภาพและความมั่นใจ” ก่อนตัดสินใจซื้อ ผลสำรวจจึงพบแนวโน้มสำคัญอีกประการ คือผู้เล่นในตลาดเริ่มสนใจ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า มากขึ้น โดยรูปแบบอย่าง Forward Contract, Offtake Agreement หรือการร่วมลงทุน ได้รับความสนใจสูงถึง 57%

เพราะกลไกดังกล่าวสามารถช่วยสร้างความแน่นอนให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายตั้งแต่ก่อนที่เครดิตจะเกิดขึ้นจริง

ราคาอ้างอิง จุดเชื่อมระหว่าง “ตลาดคาร์บอน” กับ “ตลาดการเงิน”

เมื่อปัญหาสำคัญของตลาดคือความไม่แน่นอนด้านราคา การสร้าง Reference Pricing หรือราคาอ้างอิง จึงเข้ามาเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อบก. จึงได้ศึกษากรอบ การกำหนดราคากลาง การตีมูลค่าคาร์บอนเครดิต และการขยายตลาดคาร์บอนของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างจุดอ้างอิงสำหรับการเจรจา การซื้อขาย และการประเมินมูลค่า

แนวคิดสำคัญไม่ได้หมายความว่า “ราคาคาร์บอนเครดิต” ทุกหน่วยจะต้องเท่ากัน แต่เป็นการทำให้ตลาดมี “ภาษากลางด้านราคา” ที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเครดิตแต่ละประเภทจึงมีมูลค่าแตกต่างกัน

การศึกษาจึงแบ่งคาร์บอนเครดิตออกเป็น 9 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • RE/TM พลังงานทดแทนและการขนส่ง
  • EE การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
  • WM การจัดการขยะและน้ำเสีย
  • FOR-R ป่าไม้ประเภท Removal
  • FOR-A ป่าไม้ประเภท Avoidance เช่น REDD+
  • AGI ภาคการเกษตร
  • TECH-R เทคโนโลยี Removal
  • TECH-A เทคโนโลยี Avoidance
  • OTH โครงการประเภทอื่น ๆ

การแบ่งกลุ่มดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะคาร์บอนเครดิตแต่ละประเภทมีทั้งต้นทุน ความเสี่ยง คุณภาพ ผลประโยชน์ร่วม และสภาพคล่องที่แตกต่างกัน

ครดิตที่ตลาดซื้อขายได้ ใช้ “ราคา” ส่วนตลาดที่ยังบาง ใช้ “คุณค่าร่วม”

กลไกการกำหนดราคาอ้างอิงถูกออกแบบไว้ 2 แนวทาง

แนวทางที่ 1. Market-Based Approach ให้ตลาดเป็นตัวสะท้อนราคา สำหรับกลุ่มที่มีข้อมูลธุรกรรมเพียงพอ จะใช้ข้อมูลการซื้อขายจริงย้อนหลัง 6 เดือน โดยกำหนดเกณฑ์ว่าต้องมีปริมาณธุรกรรมรวมอย่างน้อย 10,000 tCO2e ก่อนนำมาคำนวณราคาอ้างอิง และมีการตัดค่าผิดปกติ หรือ Outliers ออก ราคาอ้างอิงในไตรมาส 1/2569 สำหรับกลุ่มที่เข้าเกณฑ์ ได้แก่

  • RE/TM: 36 บาท/tCO2e
  • EE: 43 บาท/tCO2e
  • WM: 121 บาท/tCO2e

สะท้อนหลักคิดว่า เมื่อมีตลาดที่มีสภาพคล่องเพียงพอ ราคาควรเกิดจากธุรกรรมจริง

แนวทางที่ 2. Social Value and Co-benefits Approach เมื่อ “คาร์บอน” ไม่ใช่คุณค่าเดียว ดังนั้นสำหรับโครงการที่ตลาดยังบางและมีข้อมูลธุรกรรมไม่เพียงพอ การใช้ราคาตลาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของโครงการ

การศึกษาจึงนำแนวคิด Social Value and Co-benefits เข้ามาใช้ โดยกำหนดราคาจาก ราคาพื้นฐาน 40 บาท/tCO2e + มูลค่าส่วนเพิ่มจาก SDG Co-benefits

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คาร์บอนเครดิตไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะจาก “การลดก๊าซเรือนกระจก” แต่ยังอาจสร้างผลประโยชน์ด้านน้ำ ระบบนิเวศ ชุมชน ความยากจน และความมั่นคงทางอาหาร เกณฑ์มูลค่าเพิ่มที่ศึกษาไว้ ได้แก่

  • SDG ทั่วไป เพิ่ม 40 บาท
  • SDG 14 และ SDG 15 เพิ่ม 400 บาท
  • SDG 1 และ SDG 2 เพิ่ม 1,000 บาท

แนวคิดนี้ทำให้โครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมีโอกาสได้รับการสะท้อนมูลค่าที่สูงขึ้น

ราคาอ้างอิงไตรมาส 1/2569 สะท้อนความแตกต่างของ “คุณค่า”

จากกรอบการคำนวณดังกล่าว ราคาอ้างอิงของบางกลุ่มในไตรมาส 1/2569 อยู่ในระดับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

  • FOR-R: 480 บาท/tCO2e
  • FOR-A: 1,560 บาท/tCO2e
  • AGI: 1,080 บาท/tCO2e
  • TECH-A: 80 บาท/tCO2e

ขณะที่ TECH-R และ OTH ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะประกาศราคาอ้างอิงในรอบดังกล่าว

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “คาร์บอนเครดิตราคาเท่าไร” แต่คือ “เครดิตประเภทไหน มีคุณสมบัติอะไร และสร้างคุณค่าร่วมอะไรให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคม” ราคาอ้างอิงจึงถูกออกแบบให้มีการ ประกาศและทบทวนเป็นรายไตรมาส เพื่อให้สามารถปรับตัวตามข้อมูลธุรกรรม อุปสงค์ อุปทาน และพัฒนาการของตลาด

จาก “เครดิตเพื่อชดเชย” สู่ “สินทรัพย์ที่ตีมูลค่าได้”

หากราคาอ้างอิงคือจุดเริ่มต้น การตีมูลค่าคือขั้นต่อไปที่จะทำให้คาร์บอนเครดิตสามารถเดินทางเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและการเงินได้กว้างขึ้น

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ให้ภาพทิศทางของตลาดว่า บทบาทของคาร์บอนเครดิตไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Offset แต่สามารถต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเงินในรูปแบบต่าง ๆ

ตั้งแต่ หลักประกัน การจำนำ หลักประกันทางธุรกิจ สินทรัพย์อ้างอิงของตราสารทางการเงิน สินทรัพย์อ้างอิงสำหรับการประกันภัย สินค้าอ้างอิง ไปจนถึงการใช้ประกอบการพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษี

นั่นหมายความว่า การสร้างตลาดคาร์บอนในระยะต่อไปไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มจำนวนเครดิต แต่ต้องทำให้เครดิตมี ราคา มีมูลค่า มีมาตรฐาน และมีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะเข้าไปเชื่อมกับระบบการเงิน

“บริจาค” เปลี่ยนเครดิตให้เป็นมูลค่าที่ตรวจสอบได้

หนึ่งในกรณีการใช้งานที่ถูกศึกษา คือ การตีมูลค่าคาร์บอนเครดิตเพื่อการบริจาค หากเป็นเครดิตที่ซื้อมา มูลค่าจะอ้างอิงจากต้นทุนที่พิสูจน์ได้จริง เช่น ใบแจ้งหนี้หรือหลักฐานการชำระเงิน แต่หากเป็นเครดิตที่พัฒนาเองและไม่มีราคาซื้อขายโดยตรง จะใช้ ราคาอ้างอิงของกลุ่มเครดิต ณ วันที่บริจาค

ตัวอย่างเช่น หากมีการบริจาคคาร์บอนเครดิตพลังงานหมุนเวียนจำนวน 10,000 tCO2e โดยประกอบด้วยเครดิตที่พัฒนาเอง 5,000 tCO2e ซึ่งใช้ราคาอ้างอิง 36 บาทต่อหน่วย มูลค่าเท่ากับ 180,000 บาท

ส่วนเครดิตที่ซื้อผ่าน OTC จำนวน 2,000 tCO2e ที่ต้นทุน 40 บาทต่อหน่วย มีมูลค่า 80,000 บาท และเครดิตที่ซื้อผ่าน Exchange จำนวน 3,000 tCO2e ที่ต้นทุน 42 บาทต่อหน่วย มีมูลค่า 126,000 บาท รวมเป็นมูลค่าการบริจาค 386,000 บาท

กรณีนี้สะท้อนว่า เมื่อมีราคาอ้างอิง ตลาดสามารถเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตจาก “หน่วยที่ใช้ชดเชย” ให้กลายเป็น สินทรัพย์ที่สามารถระบุมูลค่าได้

“คาร์บอนเครดิต ค้ำประกันเงินกู้

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการนำคาร์บอนเครดิตไปใช้เป็น หลักประกันทางธุรกิจ

แต่การนำเครดิตมาเป็นหลักประกันไม่สามารถใช้ราคาตลาดเต็มจำนวนได้ เนื่องจากต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้านราคา สภาพคล่อง และอายุของเครดิต การศึกษาจึงเสนอการใช้ Haircut เพื่อปรับลดมูลค่า สูตรพื้นฐานคือ มูลค่าหลักประกัน = จำนวนหน่วย × ราคาฐาน × (1 – Haircut รวม)

โดย Haircut รวมประกอบด้วย

  • Base Haircut 10–20% สำหรับความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความผันผวน
  • Vintage Adjustment 0–15% สำหรับความเสี่ยงจากอายุของเครดิต

สำหรับเครดิตอายุไม่เกิน 3 ปี ไม่ต้องหัก Vintage Adjustment ขณะที่เครดิตอายุมากกว่า 3–5 ปี หัก 5% มากกว่า 5–10 ปี หัก 10% และมากกว่า 10 ปี หัก 15%

ตัวอย่างคาร์บอนเครดิตป่าไม้ FOR-R จำนวน 100,000 tCO2e อายุ 7 ปี หากใช้ราคาอ้างอิง 480 บาทต่อหน่วย และสถาบันการเงินกำหนด Base Haircut 15% รวมกับ Vintage Adjustment 10% จะมี Haircut รวม 25%

จากมูลค่าก่อนหัก 48 ล้านบาท จึงเหลือมูลค่าหลักประกันสุทธิ 36 ล้านบาท

กลไกนี้กำลังชี้ให้เห็นภาพใหม่ของตลาดว่า ในอนาคตคาร์บอนเครดิตอาจไม่ได้ถูกซื้อเพื่อ “ชดเชย” เพียงอย่างเดียว แต่สามารถถูกนำมาใช้เป็น สินทรัพย์ที่มีบทบาทในระบบการเงิน

แต่ราคาอย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” ให้ตลาด

แม้ราคาอ้างอิงจะช่วยลดความไม่แน่นอน แต่หัวใจสำคัญของตลาดคาร์บอนยังคงเป็นเรื่อง คุณภาพและความน่าเชื่อถือ

เพราะยิ่งคาร์บอนเครดิตถูกนำไปใช้ในธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น ความเสี่ยงจากเครดิตคุณภาพต่ำก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ซื้อ สถาบันการเงิน และระบบตลาด

นี่เป็นเหตุผลที่การยกระดับ Premium T-VER มีความสำคัญ โดยแนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล ความสมบูรณ์ของผลการลดก๊าซเรือนกระจก และความยั่งยืน สอดคล้องกับทิศทางมาตรฐานสากล เช่น Core Carbon Principles หรือ CCP

ดังนั้น “ราคา” กับ “คุณภาพ” จึงต้องเดินไปพร้อมกัน ตลาดที่มีราคาแต่ไม่มีมาตรฐานจะขาดความเชื่อมั่น ขณะที่ตลาดที่มีมาตรฐานแต่ไม่สามารถตีมูลค่าได้ ก็ยากที่จะขยายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและการเงิน

จากตลาดซื้อขาย สู่ “ระบบนิเวศคาร์บอน” ที่ยังขาดผู้เล่นสำคัญ

ผลการสำรวจยังสะท้อนว่า ตลาดคาร์บอนไทยกำลังมีผู้เล่นหลากหลายขึ้น แต่ระบบนิเวศยังมีช่องว่างที่ต้องเติมเต็ม หนึ่งในนั้นคือ ระบบจับคู่ผู้ซื้อและผู้ขาย ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ปัญหาเครดิตที่มีอยู่ไม่ตรงกับความต้องการ

อีกส่วนคือผู้เล่นที่ช่วยประเมินและบริหารความเสี่ยง เช่น Rating Agencies และบริษัทประกันคาร์บอนเครดิต

หากคาร์บอนเครดิตจะเข้าสู่ระบบการเงินจริง ตลาดจำเป็นต้องมีโครงสร้างที่ทำให้ผู้ซื้อและผู้ให้สินเชื่อสามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า

เครดิตนี้มีคุณภาพแค่ไหน? มีความเสี่ยงเท่าไร? ขายต่อได้หรือไม่? มีมูลค่าเท่าไร และหากราคาลดลงจะรับมืออย่างไร?

นี่คือเหตุผลที่การตีมูลค่าและการสร้างระบบประกันหรือการจัดอันดับเครดิตจึงไม่ได้เป็นเรื่องแยกส่วน แต่เป็นองค์ประกอบของ Carbon Market Infrastructure ที่ตลาดไทยต้องพัฒนาควบคู่กัน

NDC 3.0 อีกด้านของโจทย์ตลาดคาร์บอน

เบื้องหลังการสร้างตลาดคาร์บอนยังมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าการซื้อขาย คือการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ภายใต้กรอบ NDC 3.0 ไทยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 152 MtCO2e หรือ 47% จากระดับการปล่อยตามกรณีปกติ ภายในปี 2035

ดังนั้น คาร์บอนเครดิตจึงถูกมองเป็นหนึ่งในกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่การเติบโตของตลาดต้องมาพร้อมกับระบบบัญชีที่ชัดเจน เพราะคาร์บอนแต่ละหน่วยมีผลต่อบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศแตกต่างกัน

4 สถานะคาร์บอนเครดิต กับโจทย์ “นับอย่างไรไม่ให้ซ้ำ”

เพื่อให้การลดก๊าซเรือนกระจกมีความโปร่งใสและไม่เกิด Double Claiming การศึกษาจำแนกหน่วยคาร์บอนออกเป็น 4 ลักษณะสำคัญ

1. Domestic Contribution
การใช้โดยสมัครใจภายในประเทศ ผลการลดก๊าซเรือนกระจกยังคงอยู่ในบัญชี NDC ของไทย

2. Domestic Compliance
การใช้ภายใต้ระบบภายในประเทศ เช่น ระบบ Thai ETS ผลการลดดังกล่าวยังอยู่ในบัญชีของประเทศ

3. Non-Authorized Voluntary
การชดเชยโดยสมัครใจข้ามชาติที่ไม่ได้ขอโอนสิทธิ์ ผลการลดก๊าซเรือนกระจกยังคงอยู่กับประเทศไทย

4. Article 6 / ITMO
กรณีมีการโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกไปให้ต่างประเทศ ประเทศไทยต้องดำเนินการ Corresponding Adjustment เพื่อปรับบัญชีและป้องกันการนับผลการลดซ้ำ

ประเด็นนี้จึงเป็นอีกชั้นของตลาดคาร์บอนที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการค้าระหว่างประเทศและมาตรฐานสากล

10 เสาหลัก กับการออกแบบสถาปัตยกรรมคาร์บอนของประเทศ

ทิศทางของ อบก. จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างราคาคาร์บอนเครดิต แต่กำลังมุ่งไปสู่การสร้าง “สถาปัตยกรรมคาร์บอน” ของประเทศ

นายณกรณ์ ชี้ให้เห็นว่า เป้าหมายของการพัฒนาตลาดไม่ได้อยู่ที่การทำให้คาร์บอนเครดิตมีราคาสูงที่สุด แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้เครดิตสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมีความน่าเชื่อถือ พร้อมสนับสนุนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

หัวใจจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ มาตรฐาน การวัดและทวนสอบ ระบบทะเบียน ราคา การตีมูลค่า ตลาดซื้อขาย การเงิน การประกันภัย ระบบภาษี ไปจนถึงกฎระเบียบและการกำกับดูแล

ขณะเดียวกัน ยังต้องมีการแยกบทบาทระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับผู้กำกับมาตรฐานและระบบทะเบียนอย่างชัดเจน โดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ทำหน้าที่ด้านนโยบาย ขณะที่ อบก. (TGO) ทำหน้าที่ด้านมาตรฐานและระบบทะเบียน เพื่อเสริมธรรมาภิบาลและลดความเสี่ยงจากผลประโยชน์ทับซ้อน

ปลายทางไม่ใช่แค่ “ตลาดคาร์บอน” แต่คือ ASEAN Carbon Market Hub

เมื่อมองภาพรวมตั้งแต่ผลสำรวจตลาดปี 2569 จนถึงการพัฒนาราคาอ้างอิงและการตีมูลค่า จะเห็นเส้นทางเดียวกันอย่างชัดเจน

ตลาดกำลังเปลี่ยนจาก “มีเครดิต” ไปสู่ “เครดิตที่มีคุณภาพและมีมูลค่า” จากนั้นจึงต่อยอดไปสู่ “เครดิตที่สามารถใช้ในระบบเศรษฐกิจและการเงิน”

และเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นคือการทำให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอที่จะก้าวสู่ ASEAN Carbon Market Hub

แต่เส้นทางดังกล่าวยังมีโจทย์อีกมาก ทั้งการสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs การเพิ่มสภาพคล่อง การสร้างระบบจับคู่ผู้ซื้อ–ผู้ขาย การพัฒนากลไกจัดอันดับและประกันภัย การยกระดับ Premium T-VER ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาดไทยเข้ากับมาตรฐานระหว่างประเทศ

บทสรุป“ราคา” คือจุดเริ่มต้น แต่ “ความเชื่อมั่น” คือสิ่งที่จะทำให้ตลาดเติบโต

ผลการสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ปี 2569 กำลังบอกตลาดว่า ไทยไม่ได้อยู่ในช่วง “รอดูท่าที” อีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ธุรกิจต้องตัดสินใจว่าจะปรับตัวอย่างไรกับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ตัวเลข 77% ที่มอง Climate Change เป็นโอกาส สวนทางกับ 69% ที่กังวล Transition Risk และ 79% ที่ยังอยู่ระหว่างศึกษาตลาด สะท้อนว่า ความสนใจเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความพร้อม

ขณะที่ Supply Surplus และการ Retire เครดิตเพียง 10% ชี้ว่าตลาดยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างระหว่างอุปทานกับอุปสงค์ การสร้างราคาอ้างอิงจึงเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมช่องว่างดังกล่าว แต่ปลายทางของเรื่องนี้ใหญ่กว่าการ “ตั้งราคา”

เพราะเมื่อคาร์บอนเครดิตสามารถ ตีมูลค่าได้ มันจึงมีโอกาสก้าวไปสู่การเป็น สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ เมื่อมีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ ก็สามารถเชื่อมต่อกับ การเงิน การประกันภัย และธุรกรรมรูปแบบใหม่

และเมื่อระบบทั้งหมดถูกวางให้สอดคล้องกับบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศและมาตรฐานระหว่างประเทศ คาร์บอนเครดิตก็จะไม่ใช่เพียงเครื่องมือชดเชยการปล่อยอีกต่อไป

แต่จะกลายเป็นหนึ่งใน โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นี่จึงเป็นสาระสำคัญของตลาดคาร์บอนไทยปี 2569 — จาก “เครดิตที่มีราคา” ไปสู่ “สินทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือ” และจากตลาดภายในประเทศสู่ความพยายามก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอนของอาเซียน