News Update

Sustainable Finance เมื่อ “เงินทุน” ต้องเดินไปพร้อม Climate–Nature สู่ Net Zero

เมื่อเป้าหมาย Net Zero ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากขาดเงินทุน Sustainable Finance จึงเข้ามาทำหน้าที่เชื่อม “เงิน–นโยบาย–การลงทุน–Climate–Nature” ตั้งแต่ Taxonomy, Transition Finance ไปจนถึง NDC ขณะที่กรณีศึกษา ขสมก. ซึ่งตั้งเป้าเปลี่ยนรถเมล์ 1,520 คันจากประมาณ 3,000 คันเป็นรถ EV สะท้อนภาพที่จับต้องได้ว่า เงินทุนที่ผูกกับเป้าหมายสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้ ตั้งแต่ลดควันดำและ PM2.5 ไปจนถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อพูดถึง Sustainable Finance หรือการเงินเพื่อความยั่งยืน หลายคนอาจนึกถึงการลงทุนในโครงการสีเขียว หรือพันธบัตรเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริง Sustainable Finance กำลังมีความหมายกว้างกว่านั้น เพราะกำลังกลายเป็นกลไกที่เชื่อม เงินทุน นโยบาย การลงทุน และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ เข้าด้วยกัน

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ระดมเงินได้เท่าไร” แต่คือ เงินที่ระดมมาแล้วถูกนำไปสร้างการเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้จริงหรือไม่

“Sustainable Finance จะบรรลุผลสำเร็จได้ เมื่อเป้าหมาย เงินทุน และการลงมือทำของทุกภาคส่วนสอดคล้องกัน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ประเทศต้องการจริง”

นี่คือแก่นสำคัญจาก นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Sustainable Finance ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่ต้องมองถึง “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นกับประเทศ

Sustainable Finance ไม่ใช่แค่ “หาเงิน” แต่คือการระดมทุนให้ตรงกับเป้าหมายประเทศ

ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่งบประมาณภาครัฐมีข้อจำกัด

ดังนั้น บทบาทของภาครัฐจึงต้องเปลี่ยนจาก Funding หรือผู้จัดหาเงินทุน ไปสู่ Capital Mobilization หรือการดึงดูดและระดมทุนจากหลากหลายแหล่ง เข้ามาร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายประเทศ

“หัวใจสำคัญคือการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินให้ตรงจุดและเหมาะกับแต่ละกิจกรรม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด”

มุมมองของ นายปิ่นสาย สุรัสวดี รองปลัดกระทรวงการคลัง ช่วยอธิบาย Sustainable Finance ในมิติของนโยบายการคลังได้ชัดขึ้น

กล่าวง่าย ๆ คือ จากเดิมที่คำถามอาจเป็นว่า “รัฐมีเงินเท่าไร?” กำลังเปลี่ยนเป็น “จะทำอย่างไรให้เงินจากรัฐ ตลาดทุน ธนาคาร และภาคเอกชน เข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน?”

Climate Change: เงินกำลังถูกนำมาเชื่อมกับการลดก๊าซเรือนกระจก

หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของ Sustainable Finance คือ Climate Change

การลงทุนในวันนี้ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพราะหากยังลงทุนในสินทรัพย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงโดยไม่เตรียมรับการเปลี่ยนแปลง สินทรัพย์เหล่านั้นอาจกลายเป็น Stranded Assets หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงด้อยค่าในอนาคต

“ต้องปรับเปลี่ยนการลงทุนไปสู่กิจกรรมคาร์บอนต่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้สินทรัพย์ระยะยาวกลายเป็นสินทรัพย์ด้อยค่า”

นี่คือประเด็นที่ นายกิตติศักดิ์ พฤกษานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมชี้ถึงความจำเป็นของนโยบายและกรอบกฎหมายที่ชัดเจน รวมถึงทิศทางของ NDC 3.0 ที่จะให้ความสำคัญกับการดูดกลับคาร์บอนผ่านภาคป่าไม้เป็นหลัก

โจทย์จึงไม่ใช่เพียง “ลดการปล่อย” แต่คือการทำให้เงินลงทุนในวันนี้สอดคล้องกับเศรษฐกิจของวันข้างหน้า

Climate อย่างเดียวไม่พอ เพราะ “สภาพภูมิอากาศ” กับ “ธรรมชาติ” แยกจากกันไม่ได้

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกคำที่ต้องเดินมาคู่กันคือ Biodiversity หรือความหลากหลายทางชีวภาพ

ธรรมชาติและระบบนิเวศมีบทบาทสำคัญต่อการรับมือและปรับตัวกับ Climate Change ดังนั้น การลดคาร์บอนเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ หากในเวลาเดียวกันพื้นที่ป่า แหล่งน้ำ และระบบนิเวศยังคงเสื่อมโทรม

“Climate และ Nature ต้องคิดและทำควบคู่กัน แยกกันไม่ได้”

นี่คือแก่นจาก นายวัลลภ ปรีชามาตย์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานขับเคลื่อนนโยบายและกลไก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประเทศไทยกำลังผลักดันเป้าหมายเพิ่มพื้นที่คุ้มครองและ OECM ให้ได้ 30% ภายในปี 2030 โดยไม่ได้มองเพียงเรื่องการเพิ่มพื้นที่ แต่ต้องพัฒนาไปสู่การวัดผลลัพธ์จริง พร้อมเสนอ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ Data & Monitoring, Outcome-based Finance และการกระจายเงินทุนไปสู่คนและชุมชนในพื้นที่

เพราะหาก Sustainable Finance ต้องการสร้างผลลัพธ์ด้าน Nature เงินทุนจะต้องเดินทางไปถึงพื้นที่ที่ทำหน้าที่ดูแลธรรมชาติจริงด้วย

Biodiversity กำลังกลายเป็น “เรื่องของเงิน”

ประเด็น Biodiversity จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่กำลังเข้ามาอยู่ในสมการของตลาดทุนและการเงิน

นายพลช หุตะเจริญ ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ชี้ให้เห็นพัฒนาการสำคัญว่า การออก SLB รุ่นที่ 2 ได้เพิ่มเรื่อง Biodiversity เข้าเป็น KPI ข้อที่ 2

“SLB รุ่นที่ 2 เพิ่ม Biodiversity เข้ามาเป็น KPI เพื่อกระตุ้นให้ทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบต่อเป้าหมายที่ประเทศไทยให้ไว้กับประชาคมโลกมากขึ้น”

นั่นทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้เป็นเพียง “เป้าหมายสิ่งแวดล้อม” แต่เริ่มถูกนำมาเชื่อมกับ ความรับผิดชอบทางการเงิน

แล้วนักลงทุนจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไร “ยั่งยืน” จริง?

เมื่อเงินทุนกำลังถูกนำมาเชื่อมกับ Climate และ Nature คำถามสำคัญจึงตามมาว่า กิจกรรมแบบไหนจึงเรียกว่า “ยั่งยืน”? คำตอบหนึ่งคือ Taxonomy

Taxonomy ทำหน้าที่เป็นระบบเกณฑ์สำหรับจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจว่า กิจกรรมใดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกิจกรรมใดอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน

“ประเทศไทยมีระบบนิเวศของตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนที่แข็งแกร่ง และมี Taxonomy ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล”

มุมมองของ นายโกสินทร์ พึงโสภณ Principal Economist จาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ชี้ให้เห็นว่า Taxonomy กำลังทำหน้าที่เป็น “ภาษากลาง” ระหว่างภาครัฐ ธุรกิจ ธนาคาร และนักลงทุน

แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องการมากกว่าเกณฑ์ คือ Credibility หรือความน่าเชื่อถือ และความน่าเชื่อถือนั้นเกิดจาก Data ที่สามารถเปรียบเทียบ ตรวจสอบ และเปิดเผยต่อสาธารณะได้

Taxonomy ไม่ได้บอกแค่ “เขียวหรือไม่เขียว” แต่เปิดทางให้เกิด Transition Finance

จุดที่น่าสนใจของ Taxonomy คือไม่ได้มองโลกเพียงสองสีว่า “เขียว” กับ “ไม่เขียว” ยังมีกลุ่ม Amber หรือ Transition สำหรับกิจกรรมที่ยังปล่อยคาร์บอนสูง แต่มีความจำเป็นและกำลังอยู่ในกระบวนการปรับตัว

นี่คือที่มาของ Transition Finance เป้าหมายคือการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นสีเขียวได้ทันที แต่มีเส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน

นายโกสินทร์จึงเสนอให้ประเทศไทยพัฒนาแนวทาง Transition Finance เพื่อ “ไม่ทิ้งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังปล่อยคาร์บอนสูงไว้ข้างหลัง”

นี่เป็นอีกมิติหนึ่งของ Sustainable Finance ที่สำคัญ เพราะการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกภาคส่วน

จาก Taxonomy สู่ NDC: เงินต้องตอบให้ได้ว่า “ประเทศจะลดคาร์บอนเท่าไร”

เมื่อมีเกณฑ์สำหรับจัดกลุ่มกิจกรรมแล้ว คำถามต่อไปคือ ประเทศไทยต้องลดก๊าซเรือนกระจกเท่าไร และภายในเมื่อไร?

คำตอบเชื่อมเข้าสู่ NDC หรือ Nationally Determined Contribution ทิศทางของ NDC 3.0 ให้ความสำคัญกับการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกผ่านภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือ LULUCF

“NDC 3.0 จะเน้นการดูดกลับคาร์บอนผ่านภาคป่าไม้เป็นหลัก และใช้เทคโนโลยีอื่นเป็นตัวเสริม”

ประเด็นนี้จาก นายกิตติศักดิ์ พฤกษานนท์ ทำให้เห็นว่า “ป่าไม้” กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของสมการการเงินและการเปลี่ยนผ่านของประเทศ ขณะเดียวกัน เงินทุนที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านประมาณ 70% คาดว่าจะมาจากการลงทุนภายในประเทศ และอีก 30% ต้องอาศัยการสนับสนุนจากต่างประเทศ

NDC จึงพาไปสู่เป้าหมายใหญ่กว่า คือ Net Zero

หาก NDC คือเส้นทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ Net Zero คือเป้าหมายปลายทางที่ใหญ่กว่า

ประเทศไทยมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 การไปถึงจุดนั้นจึงต้องเปลี่ยนทั้งระบบ ตั้งแต่พลังงาน อุตสาหกรรม การขนส่ง การใช้ที่ดิน ไปจนถึงการลงทุน และนี่คือเหตุผลที่ Sustainable Finance มีความสำคัญ เพราะการเปลี่ยนผ่านทั้งหมดต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาล

“ธนาคารไม่ได้มองเพียงความสามารถในการชำระหนี้ แต่ประเมินถึงระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวสู่ Net Zero ของผู้ขอสินเชื่อด้วย”

นายประกอบ เพียรเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สะท้อนให้เห็นว่า Climate Risk กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของสถาบันการเงิน

ความสามารถในการชำระหนี้จึงไม่ใช่คำถามเดียวอีกต่อไป แต่ต้องถามด้วยว่า ธุรกิจนั้นจะอยู่รอดได้อย่างไรในโลกที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ Net Zero

แล้วจะทำอย่างไรให้เป้าหมายเหล่านี้ไม่หยุดอยู่บนกระดาษ?

เมื่อภาพใหญ่ตั้งแต่ Sustainable Finance → Climate → Biodiversity → Taxonomy → NDC → Net Zero เริ่มเชื่อมกัน จึงมาถึงคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้เป้าหมายเหล่านี้เกิดขึ้นจริง?

หนึ่งในคำตอบคือการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงิน ที่สามารถนำเป้าหมายด้านความยั่งยืนมาเชื่อมกับเงื่อนไขและความรับผิดชอบทางการเงินหนึ่งในตัวอย่างคือ Sustainability-Linked Bond หรือ SLB เป็นตราสารหนี้ที่นำ เป้าหมายความยั่งยืน หรือ KPI มาผูกกับเงื่อนไขทางการเงิน

หากไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่กำหนด อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเพิ่มขึ้น หรือ Step-up ขณะที่การบรรลุเป้าหมายจะมีผลต่อเงื่อนไขทางการเงินตามที่กำหนดไว้ จาก “กู้เงินเพื่อทำโครงการ” ไปสู่ “กู้เงินโดยมีเป้าหมายที่ต้องรับผิดชอบ”

กรณีของ พันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน รุ่นที่ 2 หรือ SLB425A จึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพว่าเป้าหมายด้าน Climate และ Nature สามารถถูกนำมาเชื่อมกับการระดมทุนได้อย่างไร โดย สบน. เตรียมเสนอขายพันธบัตรรุ่นนี้ อายุประมาณ 15 ปี วงเงินเบื้องต้น 15,000 ล้านบาท โดยกำหนด KPI 2 ด้าน คือ Climate Change และ Biodiversity

“SLB รุ่นที่ 2 คือการเดินหน้าต่อจากการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน และเพิ่ม Biodiversity เข้ามาเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ” ภายใต้ KPI 1 คือ Climate Change มีเป้าหมายคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือไม่เกิน 152 ล้านตัน CO₂e ภายในปี 2035 หรือลดลง 47% เมื่อเทียบกับปี 2019 และ KPI 2 คือ Biodiversity มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่คุ้มครองและ OECM รวมกันไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2030

ดังนั้น กรณี SLB รุ่นที่ 2 จึงสะท้อนให้เห็นแนวคิดสำคัญว่า Climate และ Nature สามารถถูกนำมาอยู่ในกรอบความรับผิดชอบทางการเงินเดียวกันได้

แต่สิ่งสำคัญกว่าตัวตราสาร คือการติดตามว่า KPI ที่กำหนดไว้สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์จริงได้หรือไม่

ขสมก. คือภาพที่ทำให้ Sustainable Finance จับต้องได้

หากการเงินเพื่อความยั่งยืนยังดูเป็นเรื่องไกลตัว กรณีของ ขสมก. ทำให้เห็นภาพชัดขึ้น โดยขสมก. ตั้งเป้าเปลี่ยนรถเมล์จำนวน 1,520 คัน จากประมาณ 3,000 คัน เป็นรถ EV

“จากจำเลยสังคมเรื่องควันดำและ PM2.5 มาเป็นพระเอกด้วยรถพลังงานสะอาด”

นี่คือมุมมองของ นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ

เงินทุนจากกลไก SLB จะเข้ามาช่วยในการปรับโครงสร้างหนี้ที่กำลังครบกำหนด ขณะที่ KPI ถูกผูกกับการส่งมอบรถ EV จึงเกิดภาพที่ชัดเจนว่า เงินทุน → KPI → รถ EV → ลดมลพิษ → คุณภาพชีวิตประชาชน และในอนาคต ขสมก. ยังมองไปถึงการพัฒนา Green Depot หรืออู่รถเมล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วย

กรณีนี้จึงช่วยตอบคำถามสำคัญของ Sustainable Finance ว่า เงินทุนจะมีความหมายมากขึ้นเมื่อสามารถเชื่อมโยงไปถึง การลงทุน การเปลี่ยนแปลง และผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้

ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่ “หาเงิน” แต่อยู่ที่ “พิสูจน์ผลลัพธ์”

เมื่อเงินถูกผูกกับเป้าหมาย สิ่งที่สำคัญตามมาคือ Data, Monitoring, Disclosure และ Verification นักลงทุนต้องรู้ว่าเป้าหมายทำได้จริงหรือไม่ ข้อมูลต้องตรวจสอบได้ และผลลัพธ์ต้องสามารถเปิดเผยได้อย่างโปร่งใส

“สิ่งที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกมายังประเทศไทยได้ คือความโปร่งใสของข้อมูลที่มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศและสอดคล้องกับเกณฑ์สากล”

นี่คือสิ่งที่เน้นย้ำจากตัวแทนผู้จัดจำหน่ายจาก 4 ธนาคารพาณิชย์

ขณะที่ ADB ชี้ถึงคำว่า Credibility ซึ่งเกิดจาก Data ที่สามารถเปรียบเทียบ ตรวจสอบ และเปิดเผยต่อสาธารณะได้

ดังนั้น ในโลกของ Sustainable Finance “ข้อมูล” จึงมีมูลค่าไม่แพ้ “เงิน” เพราะหากไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ นักลงทุนก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเงินของตนเองกำลังสร้างผลลัพธ์อะไร

และสุดท้าย เงินต้องไปถึง “คน” และ “พื้นที่”

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะด้าน Biodiversity คือทำอย่างไรไม่ให้เงินทุนกระจุกอยู่เพียงส่วนกลาง เป้าหมายการอนุรักษ์ธรรมชาติจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ หากคนและชุมชนในพื้นที่ไม่ได้มีส่วนร่วม

“เงินทุนต้องลงไปถึงคนและชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานชีวภาพ และยกระดับจาก CSR ไปสู่ ESG ที่แท้จริง”

แนวคิดจาก ผู้อำนวยการกลุ่มงานขับเคลื่อนนโยบายและกลไก สผ. จึงขยายคำว่า Sustainable Finance ออกไปอีกขั้น จากเดิมที่อาจคิดว่าเป็นเรื่องของตลาดทุนและนักลงทุน กลับมาถึงคำถามว่า เงินก้อนนั้นสร้างรายได้และคุณค่าให้กับชุมชนที่ดูแลธรรมชาติหรือไม่?

นี่คือจุดที่ Sustainable Finance เชื่อมต่อกับ Bio-economy และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่

จาก Sustainable Finance ถึง Net Zero : เงินกำลังกลายเป็น “เครื่องมือวัดความรับผิดชอบ”

หากเรียงเรื่องทั้งหมดให้เห็นเป็นเส้นทางเดียว จะเห็นว่า

Sustainable Finance

ระดมทุนจากรัฐ + ตลาดทุน + ธนาคาร + นักลงทุน

Climate Change + Biodiversity

สร้างมาตรฐานร่วมผ่าน Taxonomy

สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้วย Transition Finance

เดินตามเป้าหมายประเทศผ่าน NDC

มุ่งสู่ Net Zero 2050

นำเป้าหมายกลับมาเชื่อมกับเครื่องมือทางการเงิน

ตัวอย่างการนำไปใช้จริง เช่น SLB

ดังนั้น SLB ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ Sustainable Finance และไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สะท้อนให้เห็นว่า ระบบการเงินสามารถนำเป้าหมายด้านความยั่งยืนมาเชื่อมกับความรับผิดชอบและการวัดผลได้อย่างไร สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขวงเงิน 15,000 ล้านบาท จึงอาจเป็นการทดลองสร้างระบบใหม่ว่า

เงินทุน → ต้องมีเป้าหมาย
เป้าหมาย → ต้องมี KPI
KPI → ต้องมีข้อมูล
ข้อมูล → ต้องตรวจสอบได้
และผลลัพธ์ → ต้องสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจริง

ท้ายที่สุด Sustainable Finance จึงไม่ได้เป็นเรื่องของ “ตลาดการเงิน” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังกลายเป็น โครงสร้างเชื่อมระหว่างเงิน–นโยบาย–เศรษฐกิจ–Climate–Nature และอนาคตของประเทศ

เพราะ Net Zero อาจเป็นเป้าหมายปลายทาง แต่ Sustainable Finance คือหนึ่งในกลไกที่จะพาเงินทุนของวันนี้ไปทำให้เป้าหมายของวันข้างหน้าเกิดขึ้นจริง