Onlinenewstime.com : ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 เกิดสถานการณ์ไฟป่าขึ้นอย่างรุนแรงพร้อมกันในหลายจังหวัดภาคเหนือตอนบน เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน พะเยา น่าน แพร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งส่งผลให้ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จนติดอันดับ 1 ของโลกในบางช่วงเวลา
จากข้อมูลล่าสุดของ GISTDA เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 สถิติจุดความร้อนในประเทศไทยพุ่งสูงถึง 4,327 จุด โดยมีการกระจายตัวในพื้นที่ป่าประเภทต่างๆ และพื้นที่อื่นๆ
- ป่าอนุรักษ์: พบจุดความร้อนมากที่สุดถึง 2,430 จุด
- ป่าสงวนแห่งชาติ: พบจุดความร้อน 1,528 จุด
- เขต สปก.: 135 จุด
- พื้นที่เกษตร: 125 จุด
- ชุมชนและอื่นๆ: 102 จุด
- ริมทางหลวง: 7 จุด

ดร.สนธิ คชรัตน์ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ไฟป่าเกิดพร้อมกันในหลายจังหวัดภาคเหนือตอนบน ส่งผลทำให้ฝุ่น PM 2.5 สูงเป็นประวัติการณ์และกลายเป็นปัญหาสาธารณสุข พร้อมระบุว่าปัญหาหลักเกิดจาก 4 สาเหตุสำคัญ คือ
1. สภาวะอุตุนิยมวิทยาและฤดูแล้งสะสม: การคาดการณ์สภาพอากาศปี 2569 ระบุว่าสภาวะลานีญาจะกลับสู่ความเป็นกลาง ทำให้ปริมาณฝนลดลง ทิศทางลมเปลี่ยน และเกิดสภาพอากาศปิดในช่วงกลางคืน ความแห้งแล้งสะสมทำให้ใบไม้และกิ่งไม้แห้งจำนวนมากเป็นเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงบ่าย 14.00 – 16.00 น. ซึ่งอุณหภูมิสูงสุดของวัน ทำให้ไฟป่าเกิดง่ายและลุกลามรวดเร็ว
2. การลักลอบเผาป่าและพื้นที่เกษตรกรรม: การเผาป่ายังคงมีเหตุผลเชิงเศรษฐกิจและประเพณี เช่น การหาของป่า ล่าสัตว์ และเตรียมพื้นที่เกษตร ในบางพื้นที่ที่มีกฎหมายห้ามเผาอย่างเข้มงวด ชาวบ้านมักลักลอบจุดไฟในป่าลึกหรือจุดห่างไกลเพื่อให้ไฟลามมายังพื้นที่ของตน ทำให้การควบคุมไฟทำได้ยาก
3. ฝุ่นข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน: ดาวเทียมตรวจพบจุดความร้อนทั่วประเทศวันที่ 27 มี.ค. 2569 รวม 2,302 จุด ในจำนวนนี้ 1,088 จุดอยู่ในป่าอนุรักษ์ และ 837 จุดในป่าสงวนแห่งชาติ ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านมีจุดความร้อนสูง เมียนมา 8,804 จุด, ลาว 4,189 จุด, กัมพูชา 566 จุด และเวียดนาม 522 จุด ส่งผลให้หมอกควันบางส่วนพัดเข้าสู่ประเทศไทย
4. ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงและทรัพยากร: พื้นที่เกิดไฟส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชัน เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเข้าถึงได้ยาก จำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าที่ต้องดูแลกว่า 45 ล้านไร่ในภาคเหนือ การใช้อากาศยานยังติดข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความเสี่ยงของนักบิน และการหาแหล่งน้ำบนจุดสูง
แม้รัฐบาลได้จัดทำแผนปฏิบัติการปี 2568-2570 โดยมีมาตรการสำคัญ เช่น ปิดป่าเข้มงวด, Burn Check สำหรับการเผาในเกษตรกรรม, ลดจุดความร้อนในภาคเกษตรไม่ต่ำกว่า 15%, แก้ไขฝุ่นข้ามแดนผ่าน Hotline Clear Sky และจัดงบกว่า 620 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร แต่ข้อจำกัดในการบังคับใช้และการเข้าถึงพื้นที่ป่า ทำให้ปัญหายังคงรุนแรง
ดร.สนธิชี้ว่า การประกาศ “เขตภัยพิบัติฝุ่น PM 2.5” ยังไม่ได้ดำเนินการในจังหวัดทั้งหมด แม้ค่าฝุ่นในเชียงใหม่จะสูงเกิน 150 มคก./ลบ.ม. และอาจเกินกำลังปกติต่อเนื่องหลายวัน เหตุผลสำคัญคือความกังวลด้าน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์, ผลกระทบต่อ การประกันภัยและสายการบิน ทำให้รัฐบาลเลือกประกาศเพียงพื้นที่อำเภอหรือบางตำบล พร้อมจัดงบฉุกเฉิน 20 ล้านบาทแก้ไขปัญหา
“การแก้ไขไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อสุขภาพประชาชนและเศรษฐกิจ โดยควร กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถจัดการไฟป่าได้แบบเบ็ดเสร็จ ส่วนส่วนกลางสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากรอย่างเต็มที่ และควรมีมาตรการเชิงรุกกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อควบคุมฝุ่นข้ามแดนอย่างจริงจัง”
ปัญหา PM 2.5 ในภาคเหนือเกิดจาก ไฟป่ารุนแรงในป่าอนุรักษ์และป่าสงวน, การลักลอบเผาป่า, ฝุ่นข้ามแดน, และข้อจำกัดทรัพยากรดับไฟ การประกาศเขตภัยพิบัติจะช่วยนำงบฉุกเฉินและทรัพยากรมาใช้แก้ปัญหาได้ตรงจุด และเป็นมาตรการจำเป็นเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลสำคัญ
