fbpx
News update

Geo Health เทรนด์ใหม่ เมื่อเทคโนโลยีอวกาศ เริ่มดูแลสุขภาพเรา

Onlinenewstime.com : ในยุคที่สภาพแวดล้อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ แนวคิด “Geo Health” หรือการใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศร่วมกับข้อมูลด้านสุขภาพเพื่อติดตาม วางแผน และตัดสินใจเชิงนโยบาย จึงกลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ เพราะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพในเชิงพื้นที่ได้อย่างแม่นยำและรอบด้าน

ในประเทศไทย หน่วยงานที่บุกเบิกการนำแนวคิดนี้มาปรับใช้คือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โดยมีผู้เชี่ยวชาญหลักอย่าง ดร.ฌานิกา สุขวัฒนวิจิตร
นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ สำนักพัฒนานวัตกรรมภูมิสารสนเทศ GISTDA เป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาแอปพลิเคชัน “Life Dee” ซึ่งถือเป็นแอปแรกของไทยที่นำแนวคิด Geo Health มาสู่การใช้งานจริง

จากฝุ่นละอองถึงโรคระบาด

จุดเริ่มต้นของ Life Dee มาจากการที่ GISTDA เคยพัฒนาแอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” เพื่อรายงานสถานการณ์ PM2.5 ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตฝุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคเหนือและกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลจะช่วยให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถเชื่อมโยงกับระบบบริการสุขภาพ หรือแจ้งเตือนให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงเข้ารับการดูแลได้อย่างทันท่วงที

จากข้อจำกัดนั้นเป็นที่มาของการร่วมมือกับ กรมอนามัย พัฒนาแอป “Life Dee” โดยออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มสุขภาพแบบบูรณาการ ที่เชื่อมข้อมูลจากดาวเทียม สถานีตรวจวัดภาคพื้น และข้อมูลทางการแพทย์เข้าไว้ด้วยกัน

คุณสมบัติหลักของแอป “Life Dee”

แอป Life Dee รองรับการใช้งานทั้งบนระบบ iOS และ Android โดยเน้นการให้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ และการเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึง โดยมีคุณสมบัติหลัก ได้แก่

  1. รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และ PM10 แบบเรียลไทม์
    พร้อมแสดงค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) และคำแนะนำด้านสุขภาพในแต่ละพื้นที่
  2. แจ้งเตือนดัชนีความร้อน (Heat Index)
    โดยใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศร่วมกับสถานีตรวจวัดอากาศ เพื่อเตือนกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฮีทสโตรก
  3. พยากรณ์และแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงไข้เลือดออก
    จากแบบจำลองทางภูมิสารสนเทศที่ GISTDA พัฒนาร่วมกับ กรมควบคุมโรค โดยเริ่มนำร่องที่จังหวัดนครราชสีมา
  4. ค้นหาสถานพยาบาลใกล้ตัว
    โดยใช้ระบบนำทาง “Where” ที่ GISTDA พัฒนา ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเดินทางไปยังโรงพยาบาล คลินิก หรือสถานีอนามัยใกล้เคียงได้ทันที
  5. เผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
    ผ่านรูปแบบอินโฟกราฟิกที่เข้าใจง่าย เพื่อเสริมความรู้เชิงป้องกัน

ผสานข้อมูลจากอวกาศและภาคพื้นดินอย่างเป็นระบบ

สิ่งที่เป็นจุุดเด่น คือ การบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง ได้แก่

  • ดาวเทียม Himawari และระบบ AI ที่ช่วยวิเคราะห์ค่าฝุ่นทั่วประเทศ
  • สถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษ
  • ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาจากกรมอุตุฯ
  • ฐานข้อมูลสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุข

ดร.ฌานิกา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เป้าหมายของเราคือไม่ใช่แค่ให้ข้อมูล แต่ต้องเชื่อมโยงไปสู่ การป้องกันและเข้าถึงบริการได้ทันเวลา ซึ่งในกรณีของผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือคนพิการ ฟีเจอร์ค้นหาสถานพยาบาลพร้อมเบอร์โทร และระบบนำทางแบบ real-time สามารถช่วยชีวิตได้ในภาวะฉุกเฉิน”

นอกจากนั้น ยังมีแผนการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในปีงบประมาณ 2569 คือ การเข้าถึงบริการสาธารณะ สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ โดย GISTDA จะรวบรวมข้อมูลจุดบริการ เช่น ลิฟต์ ทางลาด ห้องน้ำ และสัญลักษณ์อำนวยความสะดวก มารวมไว้ในแอป Life Dee เพื่อสนับสนุนสิทธิในการเข้าถึงของทุกกลุ่มประชากร

สำหรับขยายการใช้งานสู่ชุมชน ตลอดเกือบ 2 ปี มีผู้ใช้งานสะสมกว่า 30,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดย GISTDA และกรมอนามัยได้จัดอบรมในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขยายองค์ความรู้และส่งเสริมให้ชุมชนใช้ Life Dee เป็นเครื่องมือในการวางแผนดูแลสุขภาพในพื้นที่ตนเอง

ในระยะยาว GISTDA มีแผนพัฒนา Life Dee ให้เป็นระบบบริการสาธารณสุขแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “One Health One Service” และร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนา “Health Atlas” หรือแผนที่ข้อมูลสุขภาพแห่งประเทศไทย ซึ่งจะกลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญของการบริหารจัดการด้านสาธารณสุขในอนาคต