Onlinenewstime.com : ช่วงเปิดรับสมัครเรียนต่อและลุ้นทุนการศึกษา กลายเป็นอีกช่วงเวลาที่มิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางหลอกลวงนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง ด้วยการแอบอ้าง “ทุนการศึกษา” และ “ทุนเรียนต่อต่างประเทศ” ก่อนหลอกให้โอนเงินล่วงหน้า สูญเงินไม่รู้ตัว บางรายถูกข่มขู่แบล็กเมล์ซ้ำ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
เตือนประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ พร้อมย้ำ “ทุนจริง” ไม่มีการเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีส่วนตัวเด็ดขาด
ในช่วงที่นักเรียนและนักศึกษาหลายคนกำลังเตรียมตัวสมัครเข้าศึกษาต่อ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความหวังในการคว้าทุนการศึกษาอาจกลายเป็น “ช่องโหว่” ที่มิจฉาชีพนำมาใช้หลอกลวงเหยื่ออย่างแนบเนียน
ปัจจุบันพบการแอบอ้างเป็นหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย หรือองค์กรเอกชน ส่งข้อความผ่าน LINE เฟซบุ๊ก และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ โดยอ้างว่า “ได้รับสิทธิทุนการศึกษา” หรือ “ผ่านการคัดเลือกทุนเรียนต่อต่างประเทศ” เพื่อสร้างความตื่นเต้นและเร่งให้เหยื่อรีบดำเนินการ
หนึ่งในกลลวงที่พบมาก คือ การเรียกเก็บ “ค่าดำเนินการ” ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นค่าลงทะเบียน ค่าประกัน ค่าทำเอกสาร หรือค่าขอวีซ่า โดยมักอ้างว่าหากไม่รีบโอนเงิน จะถูกตัดสิทธิทันที
แหล่งข่าวจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพมีการปรับรูปแบบหลอกลวงให้แนบเนียนมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ชื่อหน่วยงานราชการ หรือมูลนิธิที่มีชื่อเสียง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ
“ทุนการศึกษาของจริง จะไม่มีการเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีส่วนตัวก่อนรับทุน หากมีการให้โอนเงินล่วงหน้า ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ” แหล่งข่าวระบุ
แอบอ้างอาจารย์มหาวิทยาลัย สร้างโปรไฟล์ปลอม
อีกหนึ่งรูปแบบที่กำลังระบาด คือ การนำชื่อ รูปภาพ และตำแหน่งของอาจารย์มหาวิทยาลัยจากเว็บไซต์ทางการ ไปสร้างบัญชีปลอมใน LINE หรือโซเชียลมีเดีย ก่อนติดต่อชักชวนนักศึกษาเข้าร่วม “โครงการทุน” หรือ “โครงการดูงานต่างประเทศ”
เมื่อเหยื่อหลงเชื่อ จะถูกขอให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว โดยอ้างว่าเป็นค่าดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งหลายรายสูญเงินจำนวนมากก่อนรู้ตัวว่าถูกหลอก
นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมหลอกลวงที่รุนแรงขึ้น โดยมิจฉาชีพบางรายอ้างว่าต้อง “ตรวจรอยสัก” ผ่านวิดีโอคอล เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาทุน ก่อนหลอกให้เหยื่อถอดเสื้อผ้าและแอบบันทึกคลิปไว้ใช้ข่มขู่เรียกเงินเพิ่มในภายหลัง
สังเกตอย่างไร ว่าอาจเป็น “ทุนปลอม”
หน่วยงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ระบุว่า จุดสังเกตสำคัญของมิจฉาชีพ ได้แก่
- ให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคล
- เร่งรัดให้รีบตัดสินใจหรือโอนเงินทันที
- ใช้บัญชี LINE หรือโซเชียลมีเดียที่เพิ่งสร้าง
- ขอข้อมูลส่วนตัวจำนวนมากผิดปกติ
- ขอให้ทำสิ่งไม่เหมาะสมผ่านวิดีโอคอล
- ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลโครงการกับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยออนไลน์แนะนำว่า ก่อนสมัครทุนใด ๆ ควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ทางการของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานโดยตรง รวมถึงหลีกเลี่ยงการพูดคุยผ่านบัญชีส่วนตัวที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้
หากเผลอโอนเงิน ต้องทำอย่างไร
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แนะนำว่า หากสงสัยว่ากำลังถูกหลอก หรือเผลอโอนเงินไปแล้ว ควรรีบดำเนินการทันที ดังนี้
- หยุดโอนเงินทันที แม้มิจฉาชีพจะข่มขู่หรืออ้างเหตุผลใดก็ตาม
- โทรแจ้งสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อระงับบัญชีมิจฉาชีพ
- แจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Thaipoliceonline.com เพื่อใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดี
ท้ายที่สุด หน่วยงานภาครัฐย้ำเตือนประชาชนว่า “ทุนการศึกษาที่ถูกกฎหมาย จะไม่มีการเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีส่วนตัวก่อนอนุมัติทุน” หากพบความผิดปกติ ควรตรวจสอบให้รอบคอบก่อนโอนเงินทุกครั้ง เพื่อไม่ให้ความฝันเรื่องการศึกษา กลายเป็นความเสียหายทางการเงินและจิตใจในที่สุด
