Onlinenewstime.com : บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรก (มกราคมถึงมีนาคม) ปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 3,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) คิดเป็น 37.3%
โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 860 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 249 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 418.8% ระบุปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโตของรายได้ธุรกิจโรงแรม และรายได้จากการส่งมอบห้องชุดของโครงการที่พักอาศัยในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค
นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกปี 2569 ของกลุ่มดุสิตธานีเติบโต ท่ามกลางแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากรายได้ธุรกิจโรงแรมที่เพิ่มขึ้น และการส่งมอบห้องชุดในโครงการที่พักอาศัยในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค
ซึ่งการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของรายได้ และการบริหารต้นทุนคงที่อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานขยายตัว โดยกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่สะท้อนความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานจริงของธุรกิจ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“แม้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในไตรมาสแรกของปีนี้จะลดลง แต่รายได้จากธุรกิจโรงแรมของกลุ่มดุสิตธานียังเติบโต สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารพอร์ตและการกระจายฐานลูกค้า โดยโรงแรมที่ลงทุนเองมีรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) เพิ่มขึ้นถึง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากอัตราการเข้าพักและค่าห้องเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ
ในขณะที่รายได้จากธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมโดยรวมยังคงเติบโตขึ้นจากปีก่อน แม้ว่า ผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงปลายไตรมาสแรก จะส่งผลให้รายได้จากการบริหารโรงแรมในภูมิภาคนี้ลดลงก็ตาม
โดยหลังจากนี้ บริษัทฯ จะยังคงติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและจะดำเนินการปรับกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบ ด้วยการหันมาให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวในภูมิภาคและนักท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น และจะยังคงดำเนินมาตรการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่ท้าทาย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าว
สำหรับปี 2569 กลุ่มดุสิตธานียังคงประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้รวม (ไม่รวมการส่งมอบอาคารที่พักอาศัยของโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค) ไว้ที่ 5-8% และคาดว่าอัตรา EBITDA จะอยู่ในช่วงประมาณ 18-20% ของรายได้รวม โดยปัจจัยที่เป็นความท้าทายสำคัญ ยังมาจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งหากมีแนวโน้มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ก็จะส่งผลให้นักเดินทางและนักท่องเที่ยวทั่วโลกฟื้นตัวขึ้น และจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อธุรกิจของกลุ่มดุสิตธานีในระยะต่อไป
