Onlinenewstime.com : กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยสถานการณ์ธุรกิจเดือนกรกฎาคม 2569 พบ มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,512 ราย ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่พุ่ง 53,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 252.23% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 143.65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่รวม 52,285 ราย เพิ่มขึ้น 1.43% ด้านการลงทุนจากต่างชาติยังขยายตัวต่อเนื่อง มีเงินลงทุนรวม 219,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของ ปีก่อน โดยจีนมีจำนวนผู้ลงทุนสูงสุด 133 ราย มูลค่าทุน 38,603 ล้านบาท
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์
การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนกรกฎาคม 2569
พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,512 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมิถุนายน 2569 (7,979 ราย) ลดลง 467 ราย คิดเป็น 5.85% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนกรกฎาคม 2568 (7,710 ราย) ลดลง 198 ราย คิดเป็น 2.57%
ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 53,647 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมิถุนายน 2569 (15,231 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 38,416 ล้านบาท คิดเป็น 252.23% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนกรกฎาคม 2568 (22,018 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 31,629 ล้านบาท คิดเป็น 143.65%
ทั้งนี้ มีนิติบุคคล 1 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท คือ บริษัท บ้านปู จำกัด ทุนจดทะเบียน 40,496 ล้านบาท ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพลังงาน
การจัดตั้งใหม่ช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม)
มีจำนวน 52,285 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (51,548 ราย) เพิ่มขึ้น 737 ราย คิดเป็น 1.43%
ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ช่วง 7 เดือนของปี 2569 สะสมอยู่ที่ 164,848 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (171,158 ล้านบาท) ลดลง 6,310 ล้านบาท คิดเป็น 3.69%
เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่
1) ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต จำนวน 1,529 ราย เพิ่มขึ้น 531 ราย คิดเป็น 53.21% (YoY) ทุนจดทะเบียน 2,508 ล้านบาท 2) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 2,492 ราย เพิ่มขึ้น 374 ราย คิดเป็น 17.66% (YoY) ทุนจดทะเบียน 4,064 ล้านบาท และ 3) ธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า จำนวน 624 ราย เพิ่มขึ้น 324 ราย คิดเป็น 92.59% (YoY) ทุนจดทะเบียน 847 ล้านบาท
การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนกรกฎาคม 2569
มีจำนวน 2,152 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมิถุนายน 2569 (1,760 ราย) เพิ่มขึ้น 392 ราย คิดเป็น 22.27% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนกรกฎาคม 2568 (1,825 ราย) เพิ่มขึ้น 327 ราย คิดเป็น 17.92%
ด้านทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 6,776 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมิถุนายน 2569 (6,807 ล้านบาท) ลดลง 31 ล้านบาท คิดเป็น 0.47% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนกรกฎาคม 2568 (20,156 ล้านบาท) ลดลง 13,380 ล้านบาท คิดเป็น 66.38%
การจดทะเบียนเลิกช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม)
มีจำนวน 9,176 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (8,069 ราย) เพิ่มขึ้น 1,107 ราย คิดเป็น 13.72%
ทุนจดทะเบียนเลิกช่วง 7 เดือนของปี 2569 สะสมอยู่ที่ 105,633 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (50,700 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 54,933 ล้านบาท คิดเป็น 108.35% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569) พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,102,362 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.69 ล้านล้านบาท
โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 1,009,681ราย ทุนจดทะเบียนรวม 24.05 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น บริษัทจำกัด 807,160 ราย คิดเป็น 79.94% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 18.04 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 201,007 ราย คิดเป็น 19.91% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,514 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.58 ล้านล้านบาท
สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 550,199 ราย ทุนจดทะเบียน 14.18 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 330,788 ราย ทุนจดทะเบียน 2.59 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 128,694 ราย
ทุนจดทะเบียน 7.28 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.49% 32.76% และ 12.75% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ
การลงทุนของชาวต่างชาติในไทยประจำเดือนกรกฎาคม 2569 และช่วง 7 เดือนของปี 2569
การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนกรกฎาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ ในประเทศไทย 96 ราย
เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 26 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 70 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 31,594 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ
สำหรับช่วง7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวน 736 ราย เพิ่มขึ้น 153 ราย คิดเป็น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (583 ราย)
โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 177 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 559 ราย
เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 219,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59,748 ล้านบาท คิดเป็น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (159,460 ล้านบาท)
ในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) มีประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) จีน 133 ราย คิดเป็น 18% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 38,603 ล้านบาท 2) สหรัฐอเมริกา 121 ราย คิดเป็น 16% ของธุรกิจต่างชาติ ในไทย เงินลงทุน 6,226 ล้านบาท
3) สิงคโปร์ 97 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 61,112 ล้านบาท 4) ญี่ปุ่น 94 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 45,085 ล้านบาท และ 5) ฮ่องกง 72 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 14,077 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 219 ราย คิดเป็น 30% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 54,105 ล้านบาท
การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 220 ราย คิดเป็น 30% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 44 ราย คิดเป็น 25% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (176 ราย)
มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 85,615 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 80 ราย ลงทุน 30,042 ล้านบาท ญี่ปุ่น 31 ราย ลงทุน 22,636 ล้านบาท ฮ่องกง 26 ราย ลงทุน 4,803 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 83 ราย ลงทุน 28,134 ล้านบาท
การถือครองอสังหาริมทรัพย์ โดยนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินี
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลการถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยนิติบุคคลจากกรมที่ดิน จำนวน 144,706 ราย ซึ่งจากการตรวจสอบเป็นนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมฯ 125,662 ราย
และในจำนวนนี้มีการถือครองอสังหาริมทรัพย์ (โฉนดที่ดิน) 123,542 ราย แบ่งเป็น นิติบุคคลสถานะเป็นไทย 100% 87,265 ราย และมีต่างชาติร่วมลงทุน 36,277 ราย ซึ่งนิติบุคคลส่วนใหญ่มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 6 จังหวัด รวมถึงจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ 10 จังหวัด รวม 16 จังหวัด มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 35,154 ราย แบ่งได้ดังนี้
กรุงเทพมหานคร
มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 4,437 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 4,053 ราย (91.35%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 201 ราย (4.53%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 183 ราย (4.12%)
จ.นนทบุรี มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 486 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 457 ราย (94.04%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 18 ราย (3.70%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 11 ราย (2.26%)
จ.สมุทรปราการ มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 2,185 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 1,735 ราย (79.41%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 181 ราย (8.28%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 269 ราย (12.31%)
จ.ปทุมธานี มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 961 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 772 ราย (80.34%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 77 ราย (8.01%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 112 ราย (11.65%)
จ.สมุทรสาคร มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 886 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 772 ราย (87.14%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 40 ราย (4.51%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 74 ราย (8.35%)
จ.นครปฐม มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 387 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 359 ราย (92.76%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 15 ราย (3.88%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 13 ราย (3.36%)
จ.ชลบุรี มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 11,215 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 9,706 ราย (86.55%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 300 ราย (2.67%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 1,209 ราย (10.78%)
จ.สุราษฎร์ธานี มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 5,752 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 5,719 ราย (99.42%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 20 ราย (0.35%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 13 ราย (0.23%)
จ.ภูเก็ต มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 3,086 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 3,046 ราย (98.70%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 25 ราย (0.81%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 15 ราย (0.49%)
จ.ระยอง มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 1,912 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 828 ราย (43.30%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 190 ราย (9.94%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 894 ราย (46.76%)
จ.เชียงใหม่ มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 1,571 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 1,492 ราย (94.97%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 48 ราย (3.06%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 31 ราย (1.97%)
จ.เชียงราย มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 253 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 240 ราย (94.86%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 9 ราย (3.56%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 4 ราย (1.58%)
จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 1,481 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 1,454 ราย (98.17%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 17 ราย (1.15%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 10 ราย (0.68%)
จ.กระบี่ มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 272 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 265 ราย (97.43%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 5 ราย (1.84%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 2 ราย (0.74%)
จ.พังงา มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 222 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 215 ราย (96.85%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 4 ราย (1.80%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 3 ราย (1.35%)
จ.แม่ฮ่องสอน มีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนรวม 48 ราย ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 47 ราย (97.92%) ร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 1 ราย (2.08%) และต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 0 ราย (0.00%)
สรุปมีนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองโฉนดที่ดินทั่วประเทศ รวม 36,277 ราย แบ่งเป็น
1. สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติน้อยกว่าหรือเท่ากับ 49% รวม 31,516 ราย แบ่งเป็น ห้างหุ้นส่วน 146 ราย บริษัทจำกัด 30,633 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 737 ราย
2. สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ตั้งแต่ 49% ขึ้นไป รวม 4,761 ราย แบ่งเป็น ห้างหุ้นส่วน 11 ราย บริษัทจำกัด 4,709 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 41 ราย
ทั้งนี้ กรมฯ ต้องขอขอบคุณกรมที่ดินที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้และบูรณาการฐานข้อมูลและทำงานร่วมกันระหว่าง 2 หน่วยงานเป็นอย่างดี และจากข้อมูลดังกล่าวส่วนหนึ่งพบว่า มีชาวต่างชาติมีความต้องการครอบครองอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยระยะยาวในประเทศไทย
ประกอบกับข้อมูลนักท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างต่อเนื่องภายหลังสถาณการณ์โควิด-19 รวมถึงจำนวนประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน (คนเกิดน้อยกว่าคนเสียชีวิต 5 ปีติดต่อกัน) ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัย
ทำให้ส่งผลถึงกำลังซื้อหรือการบริโภคภายในประเทศลดลง ซึ่งคงถึงเวลาที่เราจะต้องทำการศึกษาถึงผลดีและผลเสียของเรื่องนี้อย่างละเอียด เพื่อรับชาวต่างชาติคุณภาพเข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม กรมฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีการลงทุนจากต่างชาติเป็นจำนวนมากและมีนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนถือครองอสังหาริมทรัพย์
โดยกรมฯ จะให้การสนับสนุนข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคล ผู้ถือหุ้น และงบการเงิน เนื่องจากการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวหรือนอมินี ถือเป็นการบิดเบือนระบบเศรษฐกิจไทย สร้างความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย จะเดินหน้าบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมที่ดิน และผู้ว่าราชการในจังหวัดพื้นที่เสี่ยงนอมินีและจังหวัดท่องเที่ยวที่มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนถือครองอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อสืบสวน ตรวจสอบ และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และส่งเสริมการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย
