fbpx
News update

ทรีนีตี้ วิเคราะห์เลือกตั้งชี้ชะตาหุ้นไทย โอกาสปรับขึ้นจำกัด

Onlinenewstime.com : บล.ทรีนีตี้ จำกัด แนะนักลงทุนที่มีกำไรทยอยขายลดความเสี่ยงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง หลังประเมินโอกาสเกิด “Sell on fact” ราว 50% หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า พร้อมเตือนแรงขายต่างชาติอาจกดดันตลาดและเงินบาท โดยแนะถือหุ้นกลุ่มธนาคารและสาธารณูปโภคในช่วงความไม่แน่นอนทางการเมือง

From election rally to election risk

  • Strategy: เราแนะนำให้นักลงทุนที่ยังคงถือครองหุ้นไทยในระดับสูงและมีกำไรแล้ว ใช้จังหวะนี้ก่อนการเลือกตั้งในการขายทำกำไรเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ได้แก่กรณีที่การจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้ากว่าที่คิด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น 1) คะแนนที่ออกมาคู่คี่สูสีจนเกิดการจัดตั้งรัฐบาลที่แข่งกัน 2) พรรคอันดับหนึ่งมีคะแนนทิ้งขาดแต่จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ 3) หรือการรับรองผลการเลือกตั้งที่ล่าช้า เป็นต้น หากเกิดขึ้น ประเมินมีโอกาสที่ดัชนี SET จะเผชิญกับปรากฏการณ์ Sell on fact หลังการเลือกตั้งได้สูง โดยปัจจุบันเราให้โอกาสดังกล่าวอยู่ที่ 50% ส่วนอีก 50% นั้น มองผลการเลือกตั้งออกมาในกรณีฐาน กล่าวคือ เป็นรัฐบาลพรรคร่วมระหว่าง 2 พรรคใหญ่ โดยที่มีเสียงในสภาอยู่ที่ประมาณ 270-300 ที่นั่ง หากออกมาในกรณีนี้ ประเมินดัชนี SET ก็มีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้ แต่อย่างดีที่สุดก็คือการขึ้นไปทดสอบบริเวณแนวต้านดัชนีของเราเดือนนี้และเป็นบริเวณดัชนีที่เหมาะสมตามวิธี PE Model ของเรานั่นก็คือ 1380-1390 จุด (รูปที่ 1)
  • Flows & THB: หากผลการเลือกตั้งออกมาในกรณีที่ไม่เป็นคุณต่อตลาดหุ้นตามที่เรากล่าวมาข้างต้น สิ่งที่ต้องระวังคือแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่อาจปรากฏขึ้นหลังการเลือกตั้ง โดยหากอ้างอิงจากการเลือกครั้งหลังสุด (ปี 2566) ที่มีความคู่คี่สูสี พบว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยถึง 3 หมื่นล้านบาทในช่วง 1 เดือนหลังจากการเลือกตั้ง (รูปที่ 2) ส่งผลให้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าถึง 2.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน (รูปที่ 3)
  • Sector view: ทำให้ในรอบที่แล้ว Sector ที่มีการปรับตัวขึ้นดีที่สุดหลังการเลือกตั้ง 1 เดือนได้แก่กลุ่มส่งออกอย่างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ว่าในรอบนี้เราประเมินแม้บาทอาจอ่อนค่า แต่ด้วย Sentiment ของหุ้นกลุ่มเทคฯทั่วโลกที่ไม่ดีนัก อาจทำให้แรงขับเคลื่อนของกลุ่มนี้เป็นสิ่งที่ยังคาดหวังได้ยาก ในทางกลับกันกลุ่มที่จะเผชิญความเสี่ยงมากที่สุด หากเกิดปรากฏการณ์ Sell on fact หลังการเลือกตั้งจริง มองไปยังกลุ่มค้าปลีก (Commerce) ซึ่งในรอบที่แล้วถือเป็นกลุ่มหลักในการปรับตัว Underperform (รูปที่ 4) เนื่องจากมักเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค ที่อาจลดลงจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น
  • BANK: ทั้งนี้ หากนักลงทุนต้องเลือกถือครองหุ้นข้ามผ่านไปช่วงหลังการเลือกตั้งจริง เรามองตัวเลือกที่น่าสนใจได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นสำคัญ ซึ่งในรอบที่แล้วก็ถือเป็น Sector หลักที่สามารถปรับตัว Outperform ได้ในช่วง 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง (รูปที่ 4) แม้ว่าจะเป็นกลุ่ม Domestic ที่อิงกับเศรษฐกิจภายในประเทศก็ตาม โดยนอกเหนือจากเหตุผลทางด้านสถิติแล้ว เรามองว่าในรอบนี้ยังมีปัจจัยหนุนเฉพาะกลุ่มได้แก่การประกาศเงินปันผลจ่ายรอบประจำปี ซึ่งส่วนใหญ่คาดว่าจะออกมาภายในเดือนนี้ และน่าจะเป็นปัจจัยช่วยประคับประคองราคาหุ้นของกลุ่มนี้ให้มีความแข็งแกร่งกว่าตลาดได้ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม ทั้งนี้ 2 หุ้นแบงก์ที่เราเลือกมาเป็น Top pick ในเดือนนี้ยังคงได้แก่ BBL ที่ราคาปรับลงมาแรงจนมี Upside ที่น่าสนใจอีกครั้ง และ SCB ที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังคงให้คาดการณ์ Remaining dividend yield อยู่ที่ 6.8%
  • Utilities: ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจในวันนี้ มองไปยังกลุ่มสาธารณูปโภคอย่างโรงไฟฟ้า (GULF, BGRIM, GPSC, EGCO, RATCH) ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive) ที่อาจได้รับประโยชน์จากการปรับลงของ Bond yield สหรัฐฯอย่างรุนแรงเมื่อคืนนี้ (Risk-off mode) แถมราคาน้ำมันดิบยังมีการปรับลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 วันอีกด้วย

รูปที่ 1: ระดับ SET Index ที่เหมาะสมตามวิธี PE Model ของเรา

Source: Trinity Research

รูปที่ 2: หากผลการเลือกตั้งนำมาสู่ความวุ่นวายในการจัดตั้งรัฐบาลหรือมีความล่าช้า ประเมินมีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งได้อีกครั้ง

Source: Trinity Research

รูปที่ 3: เงินบาทมีการปรับตัวอ่อนค่าหลังการเลือกตั้ง 2 ครั้งหลังสุด

Source: Bloomberg

รูปที่ 4: การปรับตัวของ Sector ต่างๆในช่วง 1 เดือนหลังการเลือกตั้งรอบล่าสุดปี 2566

Source: Trinity Research