News Update

กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1% ตามคาด มองเศรษฐกิจไทยโตกระจุก SCB EIC ประเมิน กนง. คงดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปี 2027

Onlinenewstime.com : กนง. มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% โดยมองว่าเป็นระดับที่ผ่อนคลายค่อนข้างมากเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ขณะที่ผลดีจากวัฏจักร AI โลกยังกระจุกตัว ด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเกินกรอบเป้าหมายชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก

ในระยะข้างหน้า กนง. จะติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่อยู่ระดับสูงและผลของปรากฏการณ์ El Nino ความสามารถในการชำระหนี้ของ SMEs และครัวเรือนเปราะบาง รวมถึงผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว

รูปที่ 1 : การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ของ ธปท. (ณ ต.ค. 2026)

  • กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัวดีขึ้นตามการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่สูงกว่าคาดจาก
    วัฏจักร
    AI โลก (รูปที่ 1) จึงปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2026 และ 2027 เป็น 2.4% และ 2.1% ตามลำดับ (จากเดิม 2.3% และ 1.8% ในการประชุมเดือน มิ.ย.) การเติบโตที่ชะลอลงในปี 2027 ส่วนหนึ่งมาจากผลของมาตรการภาครัฐที่ทยอยหมดลง
  • ผลดีของการเติบโตเศรษฐกิจกระจุกตัว และหลายภาคส่วนยังเปราะบาง ครัวเรือนมีภาระหนี้สูงและเผชิญค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกดดันการบริโภค ขณะที่ตลาดแรงงานยังเปราะบาง สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น และจำนวนผู้ขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานตาม ม.38 ที่อยู่ในระดับสูง
  • ตัวเลขประมาณการ GDP ในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนจากการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ข้อมูลชุดใหม่ทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวสูงขึ้น สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกที่เติบโตดีในช่วงที่ผ่านมามากขึ้น (รูปที่ 2)

กนง. ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปปี 2026 และ 2027 เป็น 2.1% และ 1.3% ตามลำดับ (จากเดิม 2.8% และ 1.4% ในการประชุมเดือน มิ.ย.) ตามข้อมูลจริงที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดยเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมายังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย อย่างไรก็ดี กนง. มองว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะสูงกว่ากรอบเป้าหมายในไตรมาส 4 ปี 2026 และไตรมาส 1 ปี 2027 ก่อนจะทยอยปรับลดลงได้

เงินเฟ้อมีที่มาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก (รูปที่ 3) และมีแนวโน้มลดลงเร็วในปีหน้า เพราะ
อุปสงค์ในประเทศที่เปราะบางทำให้ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนได้น้อย ราคาน้ำมันโลกและ El Niño จึงยังเป็นแรงกดดันหลักต่อเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า

  • ดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้นทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของไทยปรับขึ้นบ้าง แต่ต้นทุนการกู้ยืมผ่านธนาคารพาณิชย์ยังเคลื่อนไหวตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ สินเชื่อโดยรวมเติบโตดี ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่องเพราะสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยกู้
  • กนง. ยังไม่กังวลกับส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยกับประเทศเศรษฐกิจหลักที่กว้างขึ้น โดยมองว่าสาเหตุที่เงินบาทอ่อนค่าส่วนหนึ่งเพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปี 2026 นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิสินทรัพย์ไทย สะท้อนความเชื่อมั่นในพื้นฐานเศรษฐกิจ และเสถียรภาพด้านต่างประเทศโดยรวมยังแข็งแกร่ง (รูปที่ 4)
  • กนง. ประเมินว่านโยบายการเงินปัจจุบันผ่อนคลายมากพอสมควร แต่ดอกเบี้ยที่ 1% ยังไม่ใช่ระดับต่ำสุด
    ที่เป็นไปได้ จึงยังมี Policy space ไว้รองรับหากเกิดวิกฤต ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องขยายตัวได้แข็งแกร่งขึ้นชัดเจน กนง. ก็อาจพิจารณาลดการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

IMPLICATIONS

  • ประมาณการ GDP ที่ปรับดีขึ้นปีนี้และปีหน้ายังไม่มีน้ำหนักมากพอให้ กนง. พิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปีหน้า กนง. ยังเน้นว่าเศรษฐกิจเติบโต “ไม่ทั่วถึง” การขึ้นดอกเบี้ยจึงต้องรอให้การฟื้นตัวกระจายไปถึงครัวเรือนและ SMEs ด้วย และเนื่องจากความเปราะบางของกลุ่มนี้มาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งหนี้ครัวเรือนสูงและความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ซึ่งไม่อาจแก้ไขได้ภายใน 1 – 2 ปี เงื่อนไขการขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงปีหน้า
  • ความเสี่ยงเงินเฟ้อด้านสูงทำให้โอกาสที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยลงอีกลดลง แม้ กนง. จะปรับลดประมาณการเงินเฟ้อในครั้งนี้ แต่ยังประเมินว่าราคาน้ำมันและ El Niño เป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้เงินเฟ้อสูงกว่าคาดได้ หากลดดอกเบี้ยตอนนี้แล้วเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นจริง กนง. อาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เศรษฐกิจในประเทศยังอ่อนแอ การคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% จึงเป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่า นอกจากนี้ กนง. เริ่มสื่อสารถึงผลข้างเคียงของอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินมากขึ้น จึงอาจเป็นอีกปัจจัยที่ กนง. เลือกที่จะคงดอกเบี้ยไว้ อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวเป็นความเสี่ยงระยะยาว และอาจยังไม่ชัดเจนมากนักในปัจจุบัน
  • SCB EIC คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ถึงสิ้นปี 2027 และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะมีบทบาทมากขึ้น เมื่อดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช่เครื่องมือที่ตรงจุดสำหรับกลุ่มเปราะบาง มาตรการ
    ที่ช่วยให้ SMEs และลูกหนี้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อจะเป็นเครื่องมือหลักในการประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

รูปที่ 2 : ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่ปรับปรุงแล้ว สอดคล้องกับตัวเลขส่งออกไทยมากขึ้น

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ สศอ. และกระทรวงพาณิชย์

รูปที่ 3 : เงินเฟ้อไทยยังมีที่มาจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ยังอยู่ระดับสูง

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ กระทรวงพาณิชย์

รูปที่ 4 : ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิสินทรัพย์ไทย

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ ตลท. และ ThaiBMA


บทวิเคราะห์โดย
https://www.scbeic.com/th/detail/product/policy-rate-281026

ผู้เขียนบทวิเคราะห์นนท์ พฤกษ์ศิริ (nond.prueksiri@scb.co.th)
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส 

MACROECONOMICS RESEARCH
ดร. ยรรยง ไทยเจริญ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
ดร.ฐิติมา ชูเชิด
ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค 
ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส
นนท์ พฤกษ์ศิริ
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส
วิชาญ กุลาตี
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส
กุศลิน จารุชาต
นักเศรษฐศาสตร์
ณฐพงศ์ ตันติจิรานนท์
นักเศรษฐศาสตร์
ภัคพล ตันติวิชช์
นักเศรษฐศาสตร์
ภาวัต แสวงสัตย์
นักเศรษฐศาสตร์