Site icon Onlinenewstime.com – News and Knowledge to sustainability

เปิดบัญชีก๊าซเรือนกระจกไทย 387.3 ล้านตัน! พลังงานปล่อยสูงสุด – ลดแล้ว 88 ล้านตัน จับตา 5 ภาคส่วนเร่งลดก๊าซ สู่ Net Zero

thailand-ghg-inventory-net-zero-2024 cover2

Onlinenewstime.com : รายงานบัญชีก๊าซเรือนกระจกแห่งชาติ (National Inventory Report) ในปี 2567 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของประเทศไทยไทย (ไม่รวมภาคการใช้ประโยชน์ที่ดินและป่าไม้ หรือ LULUCF) อยู่ที่ 387.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปี 2533 โดยภาคผลิตไฟฟ้าและขนส่งมีสัดส่วนรวม 41% ขณะที่ไทยลดก๊าซตามเป้าหมาย NDC 2.0 ได้แล้ว 88.1 ล้านตัน ยังเหลืออีก 78.4 ล้านตันที่ต้องเร่งดำเนินการ พร้อมจับตา 5 หมวดแหล่งปล่อยสำคัญ และการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ที่ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี ข้อมูลที่แม่นยำ และมาตรการที่ทำได้จริง

ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานแห่งชาติฉบับที่ 5 (Fifth National Communication: 5NC) และรายงานความโปร่งใสรายสองปีฉบับที่ 2 (Second Biennial Transparency Report: 2BTR) เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย หัวหน้าหน่วยวิจัยด้านพลังงานยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นทั้งแหล่งปล่อยก๊าซ แนวโน้มในช่วงที่ผ่านมา และความท้าทายในการลดการปล่อยในอนาคต

จาก 165 ล้านตัน สู่ 387 ล้านตัน ตัวเลขสะท้อนอะไร

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลตั้งแต่ปี 2533 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 165 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 387 ล้านตันในปี 2567 หรือมากกว่าสองเท่า แบ่งเป็น ภาคพลังงาน (Energy) เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็น 66.53% ของการปล่อยทั้งหมด ตามด้วย ภาคเกษตรกรรม (19.02%), ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ หรือ IPPU (8.97%) และ ภาคของเสีย (5.48%) ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า การเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้พลังงานตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีส่วนเกี่ยวข้องกับปริมาณการปล่อยก๊าซที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การอ่านตัวเลขต้องดูวิธีคำนวณประกอบด้วย เพราะบัญชีก๊าซเรือนกระจกมีทั้งการรายงานการปล่อยจากแหล่งต่าง ๆ และการคำนวณผลจากการดูดกลับก๊าซของพื้นที่ป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน หากนำตัวเลขคนละขอบเขตมาเปรียบเทียบกัน อาจทำให้เข้าใจแนวโน้มการปล่อยสุทธิคลาดเคลื่อนได้

รศ.ดร.บัณฑิตยังชี้ให้เห็นว่า เมื่อพิจารณากราฟแนวโน้มการปล่อยก๊าซบางชุด ข้อมูลคาร์บอนไดออกไซด์มีสัญญาณว่าการปล่อยอาจผ่านจุดสูงสุดมาแล้วในช่วงประมาณปี 2561 และเริ่มทรงตัวหรือมีแนวโน้มลดลง แต่การจะสรุปว่าประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซได้มากน้อยเพียงใด จำเป็นต้องพิจารณาทั้งข้อมูลการปล่อย การดูดกลับ และวิธีคำนวณที่ใช้ในรายงานชุดนั้นอย่างครบถ้วน

ผลิตไฟฟ้าและขนส่งรวมกัน คิดเป็น 41.95% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งประเทศ

เมื่อแยกดูแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Key Category Analysis (KCA) เพื่อระบุว่ากิจกรรมหรือแหล่งกำเนิดใดที่ส่งผลกระทบและมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ในภาพรวมของประเทศ พบว่า ภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อยก๊าซประมาณ 86 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็น 22.29% ของการปล่อยทั้งหมด ขณะที่ภาคขนส่งปล่อยประมาณ 75 ล้านตัน หรือ 19.67%

สองส่วนนี้รวมกันคิดเป็นประมาณ 41% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด จึงเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญต่อการกำหนดมาตรการลดก๊าซของประเทศ

สำหรับภาคพลังงาน การลดการปล่อยไม่ได้หมายถึงการลดการใช้พลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนวิธีผลิตและวิธีใช้พลังงานควบคู่กันไป เช่น การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่ปล่อยก๊าซต่ำ และการปรับระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในภาคขนส่ง การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซ แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุน เทคโนโลยี และพฤติกรรมการเดินทางของประชาชน

ส่วนภาคอุตสาหกรรม การเปลี่ยนผ่านไปสู่กระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซต่ำย่อมเกี่ยวข้องกับต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน หากเทคโนโลยีใหม่มีต้นทุนสูงกว่าระบบเดิม การเปลี่ยนแปลงก็อาจเกิดขึ้นได้ช้า ดังนั้นมาตรการลดก๊าซจึงต้องพิจารณาควบคู่กับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและความพร้อมของภาคธุรกิจ

5 หมวดบัญชีก๊าซฯ IPCC ชี้ “พลังงาน-เกษตร” ต้องเร่งลดก๊าซ

รศ.ดร.บัณฑิตอธิบายว่า บัญชีก๊าซเรือนกระจกไม่ได้แบ่งตามภาคเศรษฐกิจแบบที่คุ้นเคยทั้งหมด แต่จัดหมวดตามแนวทางของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) โดยจัดกลุ่มแหล่งปล่อยและดูดซับก๊าซเรือนกระจกออกเป็น 5 หมวดหลัก จัดอันดับตามปริมาณการปล่อยก๊าซ

อันดับหนึ่ง ภาคพลังงาน (Energy) เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สัดส่วน 66.53% ของการปล่อยทั้งหมด

ภาคเกษตรกรรม (Agriculture) มีก๊าซเรือนกระจกหลัก คือ ก๊าซมีเทน และเป็นแหล่งปล่อยก๊าซอันดับ 2 ของประเทศ สัดส่วน 19.02% โดยเกือบ 3 ใน 4 (73%) มาจากการเพาะปลูกข้าว (47%) และ การหมักในระบบย่อยอาหารของสัตว์ (26%) หากไทยต้องการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคนี้อย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลจึงต้องมุ่งเน้นไปที่ 2 กิจกรรมนี้เป็นหลัก เช่นการปรับปรุงพันธุ์และการจัดการอาหารสัตว์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยและลดการสร้างก๊าซมีเทนในกระเพาะสัตว์ รวมถึงการส่งเสริมทำนาข้าวคาร์บอนต่ำ ด้วยวิธีทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD: Alternate Wetting and Drying) เพื่อลดการขังน้ำและลดการเกิดมีเทน

ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (Industrial Processes and Product Use: IPPU) โดยแหล่งปล่อยสำคัญมาจาก อุตสาหกรรมแร่/ปูนซีเมนต์ (43.94%), อุตสาหกรรมเคมี (32.87%) และ การใช้สารทดแทนสารทำความเย็น F-gases (20.19%)

ภาคของเสีย (Waste) สัดส่วน: 5.48% ของการปล่อยทั้งหมด โดยแหล่งปล่อยหลักมาจาก การบำบัดและการทิ้งน้ำเสีย (54.02%) และ การกำจัดขยะมูลฝอย (44.16%)

ปิดท้ายด้วย หมวดเดียวที่ทำหน้าที่เป็น แหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกสุทธิ (Carbon Sink / Removal) ของประเทศ คือ ภาคการใช้ประโยชน์ที่ดิน ป่าไม้ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน (Land Use, Land-Use Change and Forestry: LULUCF) โดยกิจกรรมที่มีการเปลี่ยนสภาพที่ดินและการเผาชีวมวล มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณการดูดซับรวม

ลดแล้ว 88 ล้านตัน แต่ยังเหลืออีกกว่า 78 ล้านตัน

เมื่อหันมาดูความคืบหน้าตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ความก้าวหน้าการดำเนินงานตามเป้าหมาย NDC 2.0 ( 2564-2573) ของประเทศไทย ซึ่งประเมินไว้ที่ประมาณ 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยตั้งเป้าลดลง 30% หรือคิดเป็นประมาณ 166.5 ล้านตันภายในปี 2573

สำหรับปี 2567 ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า ประเทศไทยดำเนินมาตรการลดก๊าซได้แล้วประมาณ 88.111 ล้านตัน หรือราว 52.92% ของเป้าหมาย 166.5 ล้านตัน เมื่อคำนวณจากตัวเลขชุดนี้ ยังเหลือปริมาณการลดก๊าซอีกประมาณ 78.389 ล้านตัน สะท้อนให้เห็นว่าเราดำเนินงานมาได้เกินครึ่งทางของเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าประเทศไทยลดก๊าซไปแล้วเท่าไร แต่ต้องดูด้วยว่าการลดก๊าซที่เกิดขึ้นมาจากมาตรการใด และมาตรการเหล่านั้นสามารถดำเนินต่อไปได้มากน้อยเพียงใด

รศ.ดร.บัณฑิตชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของการลดก๊าซในช่วงที่เหลือว่า การลดก๊าซในระยะแรกอาจทำได้จากมาตรการที่มีความพร้อมอยู่แล้ว แต่เมื่อดำเนินการไปมากขึ้น การลดส่วนที่เหลือจะต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงที่ยากกว่าเดิม ทั้งด้านเทคโนโลยี ต้นทุน และรูปแบบการดำเนินงานของภาคส่วนต่าง ๆ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การลดก๊าซในช่วงต่อไปไม่ใช่เพียงการทำมาตรการเดิมให้มากขึ้น แต่ต้องพิจารณาว่าจะเปลี่ยนระบบการผลิต การใช้พลังงาน และกิจกรรมที่เป็นแหล่งปล่อยหลักได้อย่างไร

เป้าหมายระยะยาวต้องอาศัยการเปลี่ยนผ่านมากกว่ามาตรการเดิม

สำหรับเป้าหมายระยะถัดไป การดำเนินงานภายใต้ NDC 3.0 ถูกนำมาเชื่อมโยงกับทิศทางการลดการปล่อยก๊าซของประเทศไทยในระยะยาว โดยข้อมูลที่นำเสนอในการประชุมกล่าวถึงเป้าหมายการปล่อยสุทธิประมาณ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2578 และมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาว คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero GHG Emissions) ในปี 2593

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเป้าหมายดังกล่าวต้องพิจารณาควบคู่กับขอบเขตการคำนวณ ปีฐาน และเงื่อนไขของเป้าหมายฉบับที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบกับบัญชีก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายระยะก่อนหน้าได้อย่างถูกต้อง

ความท้าทายอยู่ที่การทำให้เป้าหมายระยะยาวแปลงเป็นการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละภาคส่วน ทั้งการผลิตไฟฟ้า การขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการจัดการที่ดินและของเสีย เพราะแต่ละหมวดมีข้อจำกัดและระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านต่างกัน

หากต้องการลดการปล่อยให้ได้มากขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ กลไกสนับสนุนที่เหมาะสม และแรงจูงใจที่ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินกิจกรรมได้จริง

ทำไมไทยต้องจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก

บัญชีก๊าซเรือนกระจกเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการติดตามสถานการณ์และประเมินผลการดำเนินงานของประเทศ ภายใต้กรอบความตกลงปารีส ประเทศต่าง ๆ ต้องจัดทำรายงานที่แสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซ มาตรการลดก๊าซ และความคืบหน้าตามเป้าหมาย โดยใช้แนวทางการรายงานที่กำหนดไว้

การจัดทำรายงานแห่งชาติฉบับที่ 5 และรายงานความโปร่งใสรายสองปีฉบับที่ 2 จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการรวบรวมตัวเลขเพื่อส่งรายงาน แต่ยังเป็นโอกาสในการตรวจสอบว่าประเทศไทยปล่อยก๊าซจากแหล่งใด มาตรการใดช่วยลดการปล่อยได้จริง และยังมีช่องว่างใดที่ต้องเร่งแก้ไข

ข้อมูลที่มีคุณภาพยังช่วยให้การกำหนดนโยบายมีหลักฐานรองรับ สามารถติดตามความคืบหน้า และทำให้การประเมินผลระหว่างช่วงเวลาต่าง ๆ มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายการลดก๊าซมีความเข้มข้นขึ้น

**** ข้อมูลดังกล่าวถูกนำเสนอในการประชุมหารือร่างรายงานการสื่อสารแห่งชาติ ฉบับที่ 5 ควบคู่กับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (Thailand’s Combined Fifth National Communication and Second Biennial Transparency Report: 5NC/2BTR) เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 จัดโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย

โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี สส. เป็นประธานเปิดการประชุม และอิรีนา กอร์ยูโนวา รองผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย กล่าวต้อนรับ มีผู้เข้าร่วมกว่า 350 คน ทั้ง ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา เยาวชน และภาคีความร่วมมือ สำหรับนำไปปรับปรุงรายงานก่อนเสนอต่อสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)

ทั้งนี้ รายงาน 5NC/2BTR มีความสำคัญต่อการสะท้อนสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยและความก้าวหน้าในการดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศ โดยการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกต้องอาศัยหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และแนวทางมาตรฐานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เพื่อให้ข้อมูลมีความสอดคล้อง ตรวจสอบได้ และสามารถเปรียบเทียบระหว่างประเทศได้

Exit mobile version