Onlinenewstime.com : นายกรัฐมนตรีแถลงที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ครบ 1 เดือนวิกฤตโลกจากตะวันออกกลาง ชี้ไทยต้องปรับนโยบายพลังงาน “เลิกตรึงราคาไม่ใช่ลอยตัว” เพื่อลดภาระกองทุนและสะท้อนตลาด พร้อมเดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพ คุมราคาสินค้า และขอความร่วมมือประชาชนประหยัดพลังงาน หวังประคองเศรษฐกิจและความมั่นคงพลังงานให้ผ่านวิกฤตได้อย่างยั่งยืน
วันนี้ เวลา 10.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงเปิดเวที Meet the Press ภายใต้หัวข้อ “1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือ ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” เพื่อชี้แจงผลการดำเนินงานของรัฐบาลตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน เศรษฐกิจโลก และค่าครองชีพของประชาชน พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ ซักถามในทุกประเด็นสำคัญอย่างครบถ้วน
- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ทุกประเทศทั่วโลกเผชิญปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาแล้ว 1 เดือน ส่งผลให้ทุกประเทศทั่วโลกเผชิญปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และหลายประเทศเกิดภาวะขาดแคลน โดยทุกประเทศต่างต้องออกมาตรการให้ประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน รัฐบาลจึงกำหนดแนวทางการบริหารสถานการณ์โดยให้ความสำคัญกับ 4 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการต่างประเทศ ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ด้านการควบคุมราคาสินค้า และด้านการลดผลกระทบต่อประชาชน ในช่วง 15 วันแรกของวิกฤต รัฐบาลได้พยุงราคาน้ำมันเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและให้เวลาประชาชนปรับตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ รัฐบาลจึงต้องปรับมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเน้นการประคับประคองและลดผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ใช้น้ำมัน
นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้กล่าวโทษประชาชนต่อการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่เข้าใจถึงพฤติกรรมการสำรองน้ำมันในช่วงวิกฤต ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มจากระดับปกติประมาณ 64–67 ล้านลิตรต่อวัน เป็นกว่า 80–85 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่กำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 77 ล้านลิตรต่อวัน จึงทำให้เกิดภาวะตึงตัวในบางช่วง โดยย้ำว่าหากสามารถปรับการใช้กลับสู่ระดับปกติที่ประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน ประเทศจะสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ
- การหยุดตรึงราคาน้ำมัน ไม่ใช่การลอยตัว
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การหยุดตรึงราคาน้ำมันไม่ได้หมายถึงการลอยตัวเต็มรูปแบบ แต่เป็นการปรับให้สะท้อนกลไกตลาดโลกมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐยังคงอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน เพียงแต่ลดระดับการอุดหนุนจากเดิมที่ลิตรละ 24 บาท เหลือประมาณลิตรละ 16 บาท การปรับกลไกราคานี้ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ส่งผลให้การลักลอบนำน้ำมันไปจำหน่ายนอกประเทศไม่คุ้มค่า จึงช่วยลดการกักตุนและการลักลอบจำหน่าย พร้อมทั้งลดภาระของกองทุนน้ำมันแม้จะมีการปรับราคาแล้ว ราคาน้ำมันของประเทศไทยยังคงต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ โดยประเทศไทยมีราคาสูงกว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพียง 2 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซียและบรูไน นอกจากนี้ รัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหาคอขวดในระบบน้ำมัน โดยเพิ่มรอบและ ระยะเวลาการขนส่งน้ำมัน รวมถึงอัดฉีดน้ำมันสำรองเข้าสู่ระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤต พร้อมทั้งดำเนินมาตรการปราบปรามการกักตุนและการกระทำผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด
- รัฐบาลเร่งเจรจาให้เรือขนส่งน้ำมันของไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย
ในด้านการต่างประเทศ รัฐบาลได้เร่งดำเนินการเจรจากับประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการเจรจากับประเทศอิหร่าน ซึ่งสามารถทำให้เรือขนส่งน้ำมันของไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ช่วยลดความกังวลต่อระบบการขนส่งและซัพพลายเชนพลังงานของประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้บริหารจัดการสำรองน้ำมันจากประมาณ 62 วัน เพิ่มเป็นประมาณ 100 วัน และยังมีศักยภาพในการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมจากต่างประเทศ โดยยืนยันว่าปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอและสามารถรองรับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อได้
- รัฐบาลให้ความสำคัญดูแลค่าครองชีพและเศรษฐกิจของประชาชน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เมื่อสถานการณ์น้ำมันเริ่มคลี่คลาย รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพเป็นลำดับถัดไป โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นลำดับแรก โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เพิ่มรายการสินค้าควบคุมเป็น 66 รายการ และมีเป้าหมายขยายเป็น 71 รายการ พร้อมกันนี้ ได้ดำเนินโครงการไทยช่วยไทยและร้านธงฟ้า เพื่อนำสินค้าที่จำเป็นมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าตลาดประมาณร้อยละ 25 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษได้เห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพิ่มเติม เช่น การลดภาษีสรรพสามิต การเพิ่มสวัสดิการ การชดเชยราคาน้ำมันในภาคขนส่ง การช่วยเหลือเกษตรกรด้านปุ๋ย การสนับสนุนภาคประมง และการจัดวงเงินสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SME ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้เมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารงาน
- รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนในการผ่านพ้นวิกฤต
นายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน โดยระบุว่า ประเทศไทยมีประมาณ 10 ล้านครัวเรือน หากแต่ละครัวเรือนลดการใช้น้ำมันเพียงครัวเรือนละ 1 ลิตรต่อวัน จะสามารถลดการใช้น้ำมันได้ถึงวันละ 10 ล้านลิตร ซึ่งเท่ากับการเพิ่มปริมาณสำรองในประเทศในระดับเดียวกัน ทั้งนี้ หากคำนวณจากการอุดหนุนของรัฐที่เฉลี่ยประมาณลิตรละ 20 บาท จะสามารถลดภาระงบประมาณของภาครัฐได้ประมาณ 200 ล้านบาทต่อวัน ขณะเดียวกัน หากคิดจากราคาน้ำมันเฉลี่ยประมาณลิตรละ 40 บาท จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้ประมาณ 400 ล้านบาทต่อวัน รวมเป็นมูลค่าประหยัดโดยรวมประมาณ 600 ล้านบาทต่อวัน ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลได้คำนึงถึงการสำรองน้ำมันที่มีเป็นการสำรองตามกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลสามารถนำการสำรองน้ำมันไปบริหารจัดการได้
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การปรับพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยของประชาชนในภาพรวม จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมขอให้ประชาชนร่วมกันสอดส่องการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การกักตุนและการลักลอบจำหน่ายน้ำมัน และยืนยันว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ประเทศไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง และช่วงสงกรานต์นี้ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าจะสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ และขอให้ประชาชนใช้รถสาธารณะให้มาก ใช้ carpool ไปด้วยกัน ยืนยันว่ารัฐบาลมีน้ำมันสำรองให้อย่างเพียงพอ
