News Update

ปตท.รับมือโลกพลังงานผันผวน เผยกำไรครึ่งปีแรกกว่า 7 หมื่นล้าน เดินหน้าปรับกลยุทธ์ ขยายธุรกิจ LNG–CCS สร้างความแข็งแรงร่วมกับสังคมไทย

Onlinenewstime.com : ปตท.เผยผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางความไม่สงบในตะวันออกกลาง เดินหน้าสร้างความมั่นคงทางพลังงาน กระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ ขยาย LNG Portfolio 3.7 ล้านตันในปี 2569 สู่ 15 ล้านตันในปี 2578 พร้อมเดินหน้า CCS โครงการอาทิตย์, I-SPARK และเทคโนโลยี AI–Digital ควบคู่การสนับสนุนมาตรการภาครัฐและสร้างความเข้มแข็งให้สังคมไทยอย่างยั่งยืน

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เปิดเผยผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นและยังคงยืดเยื้อ ปตท. ซึ่งมี 2 บทบาท คือ การเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ขณะเดียวกันต้องดูแลผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

ผ่านบทพิสูจน์ที่สำคัญจากภาวะวิกฤต โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บริหารจัดการธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เตรียมสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเตรียมความพร้อมตั้งแต่การกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ ไม่พึ่งพิงแหล่งใดแหล่งหนึ่ง การมีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจครอบคลุมทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังลงทุนในโรงกลั่นล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่นและความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับน้ำมันจากหลากหลายแหล่ง วางกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นธุรกิจ Hydrocarbon ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและมีความเชี่ยวชาญ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยกระดับกระบวนการกำกับดูแลการลงทุนให้รัดกุม ภายใต้การกำกับกิจการที่ดี และมุ่งมั่นสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น

ผลจากการดำเนินงานดังกล่าวทำให้มีผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ดีกว่าที่คาด โดยมีกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือ 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ท่ามกลางความผันผวนพลังงานโลก

สถานการณ์พลังงานโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและสงครามการค้า รวมถึงข้อจำกัดด้านการส่งออกพลังงานของบางประเทศ ส่งผลให้ตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีความผันผวนสูง

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ปตท. ต้องทำหน้าที่ทั้งในฐานะรัฐวิสาหกิจที่ดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และบริษัทจดทะเบียนที่ต้องสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานและการเตรียมสภาพคล่องทางการเงินเป็นกลไกสำคัญในการรับมือวิกฤต โดยให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ ไม่พึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง พร้อมอาศัยเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจทั่วโลกเพื่อให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การลงทุนในโรงกลั่นล่วงหน้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการกลั่น ทำให้สามารถรองรับน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่ง และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 และครึ่งปีแรก 2569

ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือ 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์พลังงานโลกที่มีความผันผวน

ธุรกิจสำรวจและผลิตเดินหน้าผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อรองรับความต้องการพลังงานในประเทศ พร้อมขยายการลงทุนในต่างประเทศ

ด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Liquefied Natural Gas (LNG) ใช้ศักยภาพของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายการค้าทั่วโลกในการกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน

สำหรับธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ยังคงเดินหน้าแสวงหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก พร้อมปรับแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง รวมถึงปัจจัยจากนโยบายภาครัฐ หรือ Government Intervention

กลยุทธ์กลุ่ม ปี 2569 เดินหน้าปรับธุรกิจ ขยาย LNG และลดคาร์บอน

การดำเนินงานตามกลยุทธ์สำคัญของกลุ่ม ปตท. มุ่งเร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจหลักที่มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพในการแข่งขัน

สำหรับ LNG ปตท. ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio ปริมาณ 3.7 ล้านตันภายในปี 2569 และขยายเป็น 10 ล้านตันภายในปี 2573 และ 15 ล้านตันภายในปี 2578 ตามลำดับ โดย มองว่าก๊าซธรรมชาติจะยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน ในช่วงที่ทั่วโลกอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมถึงประเทศไทย

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 ประเทศไทยจะได้รับโอกาสแสดงศักยภาพบนเวทีพลังงานโลก โดย ปตท. ร่วมกับกระทรวงพลังงานและพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ

ด้านความยั่งยืน ปตท. เดินหน้าลดการปล่อยคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านโครงการ Carbon Capture and Storage (CCS) หรือการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2571

ควบคู่กัน ปตท. เดินหน้า I-SPARK โครงการนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกระดับการดูแลผืนป่าให้เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างคาร์บอนเครดิต ผ่านการมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

เสริมความแข็งแกร่งจากภายใน เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีและ AI

กลุ่ม ปตท. เร่งสร้างความแข็งแรงจากภายใน ยกระดับผลการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. กว่า 8,700 ล้านบาท ผ่าน Profit Enhancement Initiatives ซึ่งประกอบด้วย โครงการ MissionX

ขณะเดียวกัน ปตท. ขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่าน โครงการ AXIS โดยมุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่าน โครงการ P1 และ D1 ควบคู่กับการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ตลอดจนรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่เทียบเท่าระดับประเทศ ส่งผลให้กลุ่ม ปตท. สามารถรักษาเสถียรภาพพลังงานและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้

นอกจากการดำเนินธุรกิจแล้ว กลุ่ม ปตท. ยังสนับสนุนมาตรการภาครัฐและร่วมบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อภาคประชาชน โดยมูลค่าการสนับสนุนมาตรการภาครัฐที่ประเมินได้อยู่ที่ประมาณ 17,500 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นสัดส่วนของ ปตท. กว่า 8,500 ล้านบาท

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ ปตท. ในการสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินธุรกิจ การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน และการดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคประชาชน

ครองอันดับ 1 ของไทย และอันดับ 2 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้วยศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งในระดับสากล และการเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ส่งผลให้ ปตท. ครองอันดับ 1 ของไทย และอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

ผลดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของกลุ่ม ปตท. ในการดำเนินธุรกิจท่ามกลางความท้าทายและความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดพลังงานโลก

48 ปี เดินหน้าสู่การเติบโตตามแนวทาง Energy Trilemma

เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปี ปตท. บริษัทดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืนอย่างสมดุลตามแนวทาง Energy Trilemma ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security)การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้ (Affordability/Competitiveness) และ การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability) มุ่งมั่นเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยการขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุล

ทิศทางในระยะต่อไปมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player และยกระดับขีดความสามารถองค์กรสู่การเป็น National Champion ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงศักยภาพและโอกาสของธุรกิจไทยสู่เวทีโลก โดยมีเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศเป็นฟันเฟืองสำคัญ

ขณะเดียวกันจะบูรณาการเทคโนโลยี AI และดิจิทัล เข้ากับการดำเนินธุรกิจ พร้อมผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่โลกอนาคต

ควบคู่กับการสร้างสังคมไทยให้แข็งแรงด้วยเทคโนโลยีผ่านศักยภาพของกลุ่ม ปตท. เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่อนาคต

ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ “Together for Sustainable Thailand, Sustainable World” หรือ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน”