Onlinenewstime.com : นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมใกล้ชิด กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูล กำลังคน และเครื่องจักร เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็ว ย้ำความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นหลัก พร้อมเร่งเยียวยาและฟื้นฟูให้เหมาะกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่หลังน้ำลด
วันนี้ (27 กันยายน 2569) เวลา 10.50 น. ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวสถานการณ์น้ำท่วม
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ได้รับรายงานสถานการณ์ฝนตกเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียงในภาคกลาง ซึ่งได้ประสานงานผ่านรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลเรื่องอุทกภัยในแต่ละภาค คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
เมื่อรับทราบสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ได้นัดประชุมออนไลน์ติดตามสถานการณ์และได้ให้ข้อสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหารือในเชิงลึกในรายละเอียด และตัดสินใจยกเลิกภารกิจที่เหลือ เพื่อมาติดตามการปฏิบัติงานและประสานงานร่วมตัดสินใจให้การแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ข้อมูลสาเหตุน้ำท่วมขังในครั้งนี้ โดยรวมเกิดจากปริมาณฝนตกหนักในพื้นที่ กินวงกว้าง ตกหนักอย่างต่อเนื่องเกินกว่าอัตราการระบายน้ำของพื้นที่ที่จะสามารถรองรับการระบายน้ำได้ ส่วนน้ำเหนือได้มีการบริหารจัดการด้วยการระบายน้ำออกตามโครงข่ายของชลประทานแบบก้างปลา เพื่อไม่ให้น้ำเหล่านั้นมาสมทบ และได้มีการบริหารจัดการปริมาณน้ำออกจากระบบเขื่อนโดยให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ใต้เขื่อนให้น้อยที่สุด
สำหรับพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ระดมเครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุก เรือยาง ส่งเข้าไปในพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง และได้รับการรายงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ว่าได้มีการจัดศูนย์พักพิงเพื่อผู้ประสบภัย และมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียง กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ตลอดจนผู้ที่ต้องมีคนคอยดูแลให้มาอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นจำนวนมากแล้ว
ในส่วนของการบริหารจัดการในบริเวณปริมณฑลและจังหวัดต่าง ๆ ที่ประสบภัย ได้สั่งการปลัดกระทรวงมหาดไทยติดตามประสานงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจตัดสินใจแก้ปัญหาในพื้นที่ประสบภัยอย่างเต็มที่ และเพื่อความรวดเร็วในการแก้ปัญหา โดยได้รับรายงานจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบพื้นที่สถานการณ์ภัยพิบัติในภาคกลาง ก็ได้ดำเนินการเพิ่มวงเงินในกรณีประสบภัยฉุกเฉินให้กับทุกจังหวัดที่ประสบภัยแล้ว ซึ่งจะทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถอนุมัติงบประมาณในการบริหารจัดการกับปัญหาในพื้นที่ได้ทันที
“ในการปฏิบัติงาน จะทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีการแยกว่าใครมาจากหน่วยงานไหน ซึ่งในการประชุมติดตามสถานการณ์ฯ ครั้งแรกเมื่อวานนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ในกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ว เพราะฉะนั้นการทำงานต้องเป็นการบูรณาการอย่างเต็มที่ รัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนในทุกรูปแบบ ทุกหน่วยงาน ทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ ใช้ชุดข้อมูลข่าวสารเดียวกันในการปฏิบัติงาน และยึดถือหลัก “ช่วยประชาชนก่อน” โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
ทั้งนี้ สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจะต้องประสานข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และทั้งนี้ให้กรมประชาสัมพันธ์ อสมท. ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทันเวลา โดยนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้รับผิดชอบในการสั่งการให้หน่วยงานประชาสัมพันธ์ของรัฐ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลให้ทำการประสานงานร่วมกันเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และกรมประชาสัมพันธ์ ตลอดจน อสมท. เพื่อที่จะได้เผยแพร่ข่าวสารข้อมูลต่างๆ ให้พี่น้องประชาชนรับทราบตลอดเวลา
ส่วนของการเยียวยา จะมีการเร่งรัดการดำเนินการเยียวยาและชดเชยความเสียหายให้กับประชาชนให้รวดเร็วที่สุด กระทรวงมหาดไทยจะเร่งรวบรวมรายชื่อผู้ประสบภัย สำรวจความเสียหาย เป็นรายครอบครัวที่เข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือตามกรอบของกฎหมาย ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้เร่งประสานงานให้กระบวนการการเยียวยาได้รับการอนุมัติโดยเร็วที่สุด
ในเรื่องของการฟื้นฟูและความเสียหาย ปลัดกระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการสำรวจความเสียหาย และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่ประสบภัยจัดทำแผนฟื้นฟูเป็นรายพื้นที่ทันทีที่น้ำลด โดยไม่ต้องรอให้ทั้งเมืองน้ำแห้งก่อนจึงค่อยทำการฟื้นฟูแบบก่อนหน้านี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ในช่วงแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ได้ให้สภาพัฒน์ฯ เร่งทำการศึกษาและนำเสนอความพร้อมของโครงการระบายน้ำในเส้นทางชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ซึ่งสภาพัฒน์ฯ ได้สรุปแล้วว่า โครงการนี้มีความคุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้การระบายน้ำจากตอนบนของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ป้องกันไม่ให้มวลน้ำไหลมายังภาคกลาง ปริมณฑล และ กทม. ซึ่งเมื่อได้รับการยืนยันนี้ นายกรัฐมนตรีจะเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีมติเห็นชอบการดำเนินการโครงการนี้ ซึ่งได้หารือกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนหน้านี้ และสภาพัฒน์ฯ ได้ขอความเห็นส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (29 กันยายน 2569) ที่จะถึงนี้ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อการดำเนินโครงการ ซึ่งสำนักงบประมาณก็ได้จัดทำงบประมาณสำหรับโครงการนี้ในงบประมาณปี 2570 เรียบร้อยแล้ว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทุกจังหวัดที่ประสบภัยจะต้องรายงานสรุปสถานการณ์ และการดำเนินการช่วยเหลือประชาชนมายังปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นรายวัน เพื่อให้รัฐบาลได้รับทราบถึงสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และสิ่งที่จังหวัดยังต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อให้การคลี่คลายสถานการณ์และการช่วยเหลือประชาชนได้รับการบริหารจัดการโดยเร็วที่สุด จะต้องมีการรายงานถึงปัญหา การติดค้างในจุดไหน พื้นที่ไหน และสาเหตุของการติดขัด อุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีให้ทราบและสั่งการต่อเนื่องเพื่อแก้ไขอย่างรวดเร็ว
“รัฐบาลจะใช้การถอดบทเรียนจากเหตุน้ำท่วมที่หาดใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว เพื่อมาทำแผนการฟื้นฟู คืนสภาพ เปิดถนน ตรวจระบบ จ่ายกระแสไฟฟ้า น้ำประปา เก็บขยะ ดูแลด้านสุขภาพ เพื่อทำให้ประชาชนได้กลับไปดำเนินชีวิตที่เป็นปกติโดยเร็วที่สุด ในส่วนของผู้ที่เสียหาย ซึ่งทรัพย์สินที่มีกรมธรรม์ประกันภัยครัวเรือน ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ หากมีปัญหาใดในการเคลมประกันให้แจ้งไปยังสำนักงาน คปภ. ให้ช่วยประสานงานกับบริษัทประกันภัยต่างๆ เพื่อให้ได้รับเงินประกันตามเงื่อนไขของกรมธรรม์โดยเร็ว“
