Site icon Onlinenewstime.com – News and Knowledge to sustainability

กรมชลฯ เกาะติดสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เฝ้าระวังฝนตกหนัก 12 จังหวัดเสี่ยงน้ำท่วม เตรียมพร้อมรับมือ 24 ชั่วโมง

monitoring heavy rainfall in 12 flood-prone_ provinces_

Onlinenewstime.com : กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ หลังไทยยังมีฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย 12 จังหวัด จับตาฝนตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ขณะที่อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีน้ำรวม 44,836 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 58% ของความจุ ยังรองรับน้ำได้อีกกว่า 31,830 ล้านลูกบาศก์เมตร

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่า ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือและประเทศลาวตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังค่อนข้างแรง

จากสภาพอากาศดังกล่าว ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ

สำหรับปริมาณฝนตกสะสม 3 ลำดับสูงสุดในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่อยู่บริเวณภาคเหนือ โดยที่ ต.น้ำมวบ อ.เวียงสา จ.น่าน มีปริมาณฝนสะสม 111.2 มิลลิเมตร รองลงมาคือ ต.บ้านมาง อ.เชียงม่วน จ.พะเยา มีปริมาณฝนสะสม 96 มิลลิเมตร และที่ ต.ส้านนาหนองใหม่ อ.เวียงสา จ.น่าน มีปริมาณฝนสะสม 86 มิลลิเมตร

ในส่วนของสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน (11 ส.ค. 69) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 44,836 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 58 ของความจุอ่างฯ รวมกัน ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 31,830 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยภาพรวมอ่างเก็บน้ำหลายแห่งยังมีพื้นที่รองรับน้ำจากฝนที่กำลังตกอย่างต่อเนื่องในระยะนี้

จับตาสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ขณะที่สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อเวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 6.45 เมตร ส่วนเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่าน 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

กรมชลประทานได้เน้นย้ำให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำเหนือและปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด รวมถึงบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำในระยะต่อไป

เฝ้าระวังอุทกภัย 12 จังหวัด

สำหรับพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัยเป็นพิเศษ 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน มุกดาหาร สระบุรี ร้อยเอ็ด ยโสธร นครพนม อุดรธานี พิษณุโลก และอำนาจเจริญ

กรมชลประทานได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งติดตามสถานการณ์ สำรวจผลกระทบ และเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และเครื่องมือเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนในจุดเสี่ยงแล้ว

กรมอุตุฯ คาดภาคเหนือ-อีสานฝน 60–70% ของพื้นที่

ด้านแนวโน้มสภาพอากาศ 7 วันข้างหน้า กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 10–16 สิงหาคม 2569 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60–70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งตลอดช่วง ขณะที่ภาคกลางมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40–60 ของพื้นที่และมีฝนตกหนักบางแห่ง

ส่วนภาคตะวันออก ช่วงวันที่ 10–11 สิงหาคม มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60–70 ของพื้นที่ ก่อนจะลดลงเป็นร้อยละ 40–60 ในช่วงวันที่ 12–16 สิงหาคม ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกยังมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณตอนบนของภาค

ลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่ม

สำหรับทะเลอันดามันตอนบนยังมีคลื่นสูง 2–3 เมตร และบริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร โดยขอให้เรือเล็กงดออกจากฝั่งตามช่วงเวลาที่ประกาศเตือน

กรมชลฯ กำชับทุกโครงการเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง เตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในช่วงฤดูฝน โดยให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยง การเตรียมเครื่องจักรกล และการทำงานเชิงรุก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนได้ในทันท่วงที

การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ที่มุ่งเน้นทั้งการป้องกัน เตรียมพร้อม ตอบสนอง และฟื้นฟู เพื่อลดความเสียหายและรักษาเสถียรภาพภาคการเกษตร

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมลำน้ำ พื้นที่ลาดเชิงเขา และพื้นที่ที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำซาก ติดตามสถานการณ์น้ำและประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด

รวมทั้งเตรียมขนย้ายสิ่งของและเครื่องมือทางการเกษตรขึ้นสู่ที่สูง หากมีฝนตกหนักต่อเนื่องหรือระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

กรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

Exit mobile version