fbpx
News update

ไตรมาสแรกปี 2569 ต่างชาติลงทุนในไทย 9.78 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกปี 2568 ถึง 5.07 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 108%

Onlinenewstime.com : นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวไตรมาสแรก ปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 347 ราย

โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 78 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 269 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 97,780 ล้านบาท

1. สหรัฐอเมริกา 61 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,903 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ 

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม
  • ธุรกิจโฆษณา
  • ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กีฬา และศูนย์ออกกำลังกาย
  • ธุรกิจบริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Freight Forwarder)

2. ญี่ปุ่น 55 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 21,240 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ 

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจวิเคราะห์แผงวงจรของเครื่องจักร เพื่อหาสาเหตุกรณีที่เกิดการขัดข้อง เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการให้สิทธิแก่ผู้ประกอบธุรกิจบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แบบเร่งด่วน (Fast Fit)     
  • ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Printed Circuit Board Assembly (PCBA) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ และแม่พิมพ์ เป็นต้น

3. จีน 54 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 22,042 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

  • ธุรกิจผลิตเครื่องประดับที่ทำจากเงิน
  • ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด และสายสวนบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล ยางล้อสำหรับยานพาหนะ และผลิตภัณฑ์เคมีเพื่ออุตสาหกรรม เป็นต้น

4. สิงคโปร์ 44 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 18,547 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

  • ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น แบตเตอรี่สำหรับยานพาหนะ เครื่องจักร และเครื่องกล เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการ Cloud Service           
  • ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วน Smart Card ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และชิ้นส่วนช่วงล่างของยานพาหนะ เป็นต้น

5. ฮ่องกง 33 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,950 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการติดตั้ง การให้คำปรึกษาและแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งค่า การบำรุงรักษา และการซ่อมแซมเครื่องจักรอุปกรณ์และระบบต่างๆ เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการจัดหาผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้บริการในประเทศไทยด้านที่พัก ตั๋วเดินทาง ร้านอาหาร
  • ธุรกิจบริการพัฒนา / ปรับปรุงซอฟต์แวร์
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น  ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสำนักงาน และผลิตภัณฑ์โลหะ เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 75 ราย (28%) (เดือน ม.ค.-มี.ค. 2569 อนุญาต 347 ราย / เดือน ม.ค.-มี.ค. 2568 อนุญาต 272 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 50,747 ล้านบาท (108%) (เดือน ม.ค.-มี.ค. 2569 ลงทุน 97,780 ล้านบาท / เดือน ม.ค.-มี.ค. 2568 ลงทุน 47,033 ล้านบาท)

รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 3,132 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,527 คน (95%) (เดือน ม.ค.-มี.ค. 2569 จ้างงาน 3,132 คน / เดือน ม.ค.-มี.ค. 2568 จ้างงาน 1,605 คน)  

นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง155 ราย คิดเป็น 45% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 347 ราย มูลค่าลงทุน 52,403 ล้านบาท

ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร

1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล ยางล้อสำหรับยานพาหนะ และ
Aircraft Engine Case เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

2. ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค

3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services

อธิบดีพูนพงษ์ฯ เพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ไตรมาสแรกปี 2569 (เดือนมกราคม – มีนาคม) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 108 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 20 ราย (23%) (เดือน ม.ค. – มี.ค. 2569 ลงทุน 108 ราย / เดือน ม.ค. – มี.ค. 2568 ลงทุน 88 ราย)

โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 44,001 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก *จีน 37 ราย ลงทุน 19,535 ล้านบาท *ญี่ปุ่น 19 ราย ลงทุน 4,839 ล้านบาท *สิงคโปร์ 15 ราย ลงทุน 7,652 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 37 ราย ลงทุน 11,975 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ

  • ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร
  • ธุรกิจบริการออกแบบชิ้นส่วนที่ทำจากยาง หรือเรซิ่นทุกชนิด
  • ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น  Printed Circuit Board Assembly (PCBA), Aircraft Engine Case และผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสำนักงาน เป็นต้น         

ทั้งนี้ เฉพาะเดือนมีนาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย 104 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 31 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 73 ราย

เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 33,351 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ

มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 494 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมและการควบคุมสถานีจ่ายน้ำมันและก๊าซ องค์ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ของเสีย และนวัตกรรมการเพิ่มอัตราการรีไซเคิล และองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบบริหารจัดคลังสินค้า  เป็นต้น

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจประเมินและให้การรับรองด้านก๊าซเรือนกระจก และการตรวจประเมินและให้การรับรองด้านความปลอดภัย อาหาร ยา เวชภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น
  • ธุรกิจการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วน สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เคมีภัณฑ์และพลาสติก เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการด้านจัดการพลังงาน โดยเป็นการติดตั้งและบริหารจัดการระบบผลิตน้ำเย็น
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ เป็นต้น