Onlinenewstime.com : คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) โดยมอบหมายบทบาทและภารกิจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพื่อผลักดันโครงการ CCS ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
มติดังกล่าวกำหนดให้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักในการบูรณาการและสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง พัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกการดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนโครงการ CCS ของประเทศอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน ครม.มอบหมายให้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ [กระทรวงพลังงาน (พน.)] ในฐานะเจ้าของโครงการ เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลและประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในระยะศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยา พื้นที่อ่าวไทยตอนบน ซึ่งรวมถึงการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน และการเจาะหลุมสำรวจ ตามกรอบบันทึกความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น
สำหรับหน่วยงานของรัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้สามารถดำเนินการศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด เป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลทั้งสองประเทศ
โดยการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาในประเทศไทย และสิทธิยกเว้นอากรนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ เฉพาะที่จำเป็นต่อการดำเนินโครงการ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในพิธีการ ขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 คณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนด้านเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอนระหว่าง พน. และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น ตามที่ พน. เสนอโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคพลังงานและมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานร่วมกัน
โดยมีขอบเขตความร่วมมือ เช่น การแลกเปลี่ยน ข้อมูลทางสถิติด้านพลังงานที่สามารถเปิดเผยได้ การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญระหว่าง 2 ประเทศและการส่งเสริมการลงทุนร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ และ/หรือในประเทศที่ 3
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เดิมกระทรวงพลังงาน (พน.) และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่นได้ลงนามบันทึกความร่วมมือในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) (เทคโนโลยี CCS) เพื่อกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในไทย
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี CCS ระหว่างสองประเทศโดยมีพื้นที่อ่าวไทยตอนบนเป็นพื้นที่เป้าหมายของการศึกษาและเข้าสำรวจเพื่อประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหิน
เนื่องจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า ชั้นหินอุ้มน้ำเค็มบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบนอาจมีศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีระยะทางไม่ไกลจากพื้นที่อุตสาหกรรมในภาคตะวันออก (100 – 200 กิโลเมตร)
จึงอาจสามารถใช้รองรับการอัดกลับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากแหล่งอุตสาหกรรมภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขนาดใหญ่ของประเทศได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมของภูมิภาคที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต
2. โดยที่การดำเนินงานตามที่กล่าวไปข้างต้น เป็นการดำเนินการภายใต้โครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS (โครงการ CCS) ซึ่งจะมีกิจกรรมหลักเป็นการศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของชั้นหินใต้ดินและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดักจับ กักเก็บ และอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าว
ซึ่งต้องมีการอนุมัติ อนุญาต รวมถึงการให้สิทธิเข้าไปดำเนินการต่าง ๆ เช่นเดียวกับกิจกรรมสำรวจปิโตรเลียม [ภารกิจของ พน. (กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ)]
แต่โดยที่ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาศักยภาพและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS โดยตรง และไม่มีกฎหมายบังคับเกี่ยวกับกิจกรรม CCS เป็นการเฉพาะ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายภารกิจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
| หน่วยงาน | รายละเอียดภารกิจ |
|---|---|
| ทส. โดยกรมการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม | เป็นหน่วยประสานงานหลักในการบูรณาการและสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดโครงการ CCS |
| พน. โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ | กำกับดูแลและประสานหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการ CCS ในระยะศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน รวมทั้งการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน และการเข้าพื้นที่เพื่อเจาะหลุมสำรวจ ตามบันทึกความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาของประเทศไทย |
| หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง โดยกรมศุลกากรและกรมสรรพากร ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล | ดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้สามารถดำเนินการศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด เป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาล ทั้งสองประเทศ เช่น การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาในประเทศไทย และสิทธิยกเว้นอากรนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ เฉพาะที่จำเป็นต่อการดำเนินโครงการ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในพิธีการ ขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม |
3. ทส. เห็นว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าการดำเนินการในเรื่องนี้เป็นการเนินงานปกติประจำ ไม่มีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงสามารถพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตามที่เห็นสมควร
การขับเคลื่อนโครงการ CCS ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาคในอนาคต
