Onlinenewstime.com : แผ่นดินไหวพยากรณ์ล่วงหน้าไม่ได้ แต่ความเสียหายลดได้ หากประชาชนรู้จักคลื่น P–S เข้าใจ Magnitude–Intensity ใช้ประโยชน์จาก Early Warning และรู้ว่าควรทำอะไรใน “93 วินาที” ขณะที่สื่อเองต้องระวังการใช้ข้อมูลผิด เพราะข่าวที่คลาดเคลื่อนอาจสร้างความตื่นตระหนกไม่แพ้ภัยพิบัติ
ในสถานการณ์ที่แผ่นดินไหวกลายเป็นข่าวที่ผู้คนรับรู้ผ่านโทรศัพท์มือถือแทบจะทันทีหลังเกิดเหตุ “ความเร็วของข้อมูล” จึงไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าความเร็วของคลื่นแผ่นดินไหว
แต่คำถามสำคัญกว่าคือ ข้อมูลที่ประชาชนได้รับนั้นถูกต้องหรือไม่ และเมื่อรู้แล้ว ประชาชนควรทำอย่างไร?
ประเด็นดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านการบรรยายของ ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวคนแรกของไทย ในการอบรม “การรายงานข่าวภัยพิบัติ ดิน น้ำ อากาศ (Safety: Land, Water, and Air)” ภายใต้ โครงการเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อ ระยะที่ 2: วารสารศาสตร์ AI เพื่อการรับมือภัยพิบัติและข่าวปลอม” จัดโดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
หัวใจของการบรรยายไม่ได้อยู่เพียงการอธิบายว่าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่คือการทำให้ผู้ฟัง เข้าใจธรรมชาติของแผ่นดินไหว แยกข้อเท็จจริงออกจากความเชื่อ และนำข้อมูลไปใช้รับมือได้จริง
แผ่นดินไหวไม่ได้มีแค่ “รอยเลื่อน”
อาจารย์ไพบูลย์อธิบายว่า แผ่นดินไหวส่วนใหญ่ประมาณ 90–95% เกิดจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อน แต่ยังมีสาเหตุอื่นอีกหลายประเภท ทั้งแผ่นดินไหวจากภูเขาไฟ การยุบตัว การทดลองระเบิด และการกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งอาจไปกระตุ้นให้รอยเลื่อนในบริเวณนั้นขยับตัว
นอกจากนี้ยังมีแผ่นดินไหวที่เรียกว่า Swarm หรือแผ่นดินไหวแบบฝูง ซึ่งเป็นการเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งที่มีขนาดใกล้เคียงกันต่อเนื่อง โดยไม่มีแผ่นดินไหวหลัก หรือ Mainshock ที่ชัดเจน
สำหรับประเทศไทย อาจารย์ไพบูลย์ระบุว่า มี รอยเลื่อนที่มีพลัง 16 รอยเลื่อน กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ โดยภาคเหนือมีมากที่สุด 8 รอยเลื่อน ขณะที่ภาคตะวันตกมีรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์และรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ ส่วนภาคใต้มีรอยเลื่อนระนองและรอยเลื่อนคลองมะรุ่ย
แต่ความเสี่ยงของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะรอยเลื่อนในประเทศ เพราะยังมีปัจจัยจากรอยเลื่อนนอกประเทศ เช่น รอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ในเมียนมา รวมถึงแนวการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกในทะเลอันดามัน

“ขนาด” ไม่ใช่ “ความรุนแรง” ยิ่งตัวเลขใหญ่ไม่ได้แปลว่าทุกพื้นที่เสียหายเท่ากัน
อีกเรื่องที่อาจารย์ไพบูลย์เน้นคือการใช้คำว่า Magnitude และ Intensity ให้ถูกต้อง
Magnitude หรือขนาด หมายถึงพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากแผ่นดินไหว โดยแผ่นดินไหวหนึ่งครั้งมีขนาดเดียวกันทั่วโลก
ขณะที่ Intensity หรือความรุนแรง หมายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นแผ่นดินไหวครั้งเดียวกันจึงมีความรุนแรงแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและระยะห่างจากจุดเกิดเหตุ
อาจารย์ไพบูลย์ย้ำด้วยว่า ในทางวิชาการ “ขนาด” ไม่มีหน่วย การรายงานข่าวจึงควรใช้ว่า “แผ่นดินไหวขนาด 7.0” โดยไม่เติมหน่วยต่อท้าย
ส่วนความรุนแรงมีมาตรวัด เช่น MMI ซึ่งใช้ตัวเลขโรมัน I–XII ขณะที่ญี่ปุ่นใช้มาตรา Shindo
ความแตกต่างนี้เป็นเรื่องที่สื่อควรระมัดระวัง เพราะการใช้ตัวเลขผิดประเภทอาจทำให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์คลาดเคลื่อนได้
โลกไม่ได้เกิดแผ่นดินไหวมากขึ้น แต่เรา “เห็น” มากขึ้น
เหตุใดคนจำนวนมากจึงรู้สึกว่าในช่วงหลังแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อย?
คำอธิบายของอาจารย์ไพบูลย์คือ หากมองในเชิงสถิติ การเกิดแผ่นดินไหวทั่วโลกยังอยู่ในระดับปกติ
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความสามารถของมนุษย์ในการตรวจจับและรับรู้
ปัจจุบันมีสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวมากขึ้น ทำให้ตรวจพบเหตุการณ์ขนาดเล็กที่ในอดีตอาจไม่ถูกตรวจพบหรือไม่ได้รับการรายงาน
ขณะเดียวกัน โทรศัพท์มือถือและสื่อออนไลน์ทำให้ข่าวเดินทางถึงประชาชนทันที และสื่อสามารถรายงานเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดเล็กได้มากขึ้น
จึงเกิดภาพว่าภัยกำลังเกิดถี่ขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริง เราอาจเพียงรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้วได้มากกว่าเดิม
Aftershock ไม่ได้หมายความว่าจะมี “ลูกใหญ่กว่าเดิม” เสมอไป
หลังแผ่นดินไหวหลัก สิ่งที่ประชาชนเฝ้าระวังคือ Aftershock หรือแผ่นดินไหวตาม
อาจารย์ไพบูลย์อธิบายว่า โดยปกติ Aftershock จะมีขนาดเล็กกว่าแผ่นดินไหวหลักประมาณ 1 หน่วย เช่น แผ่นดินไหวหลักขนาด 7 Aftershock ที่ใหญ่ที่สุดอาจมีขนาด 6
และหากแผ่นดินไหวที่ตามมามีขนาดใกล้เคียงกับเหตุการณ์หลักมาก จนต่างกันน้อยกว่า 0.5 หน่วย ก็อาจไม่เรียกว่า Aftershock แต่เรียกว่า Double Shock หรือ Doublet
ที่สำคัญ Aftershock จากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องได้นานถึง 2 ปี
ดังนั้น หลังเกิดแผ่นดินไหว ประชาชนจึงไม่ควรคิดว่า “เหตุการณ์จบแล้วทันทีที่หยุดสั่น” แต่ควรติดตามข้อมูลและเตรียมพร้อมรับแรงสั่นสะเทือนตามที่อาจเกิดขึ้น
“P Wave” มาเร็วกว่า “S Wave” และนี่คือหัวใจของ Early Warning
สิ่งที่น่าสนใจในการรับมือแผ่นดินไหวคือ มนุษย์สามารถใช้ความแตกต่างของความเร็วคลื่นให้กลายเป็น “เวลาสำหรับการเอาตัวรอด”
อาจารย์ไพบูลย์อธิบายว่า P Wave เป็นคลื่นที่เดินทางเร็วที่สุด จึงมาถึงสถานีตรวจวัดก่อน
ขณะที่ S Wave เดินทางช้ากว่า แต่เป็นคลื่นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนสูงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้าง
หลักการนี้นำไปสู่เทคโนโลยี Earthquake Early Warning หรือ EEW ซึ่งไม่ได้หมายความว่า สามารถทำนายแผ่นดินไหวล่วงหน้าเป็นวันหรือเป็นชั่วโมง แต่เป็นการตรวจจับแผ่นดินไหว หลังจากมันเริ่มเกิดขึ้นแล้ว และใช้ช่วงเวลาที่คลื่นรุนแรงยังเดินทางมาไม่ถึงพื้นที่เป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณเตือน
อาจารย์ไพบูลย์ระบุว่า ซอฟต์แวร์บางระบบสามารถประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาทีหลังตรวจพบ P Wave และนำข้อมูลไปใช้กับมาตรการความปลอดภัย เช่น การหยุดระบบรถไฟหรือระบบต่าง ๆ ของอาคาร

“93 วินาที” อาจเป็นเวลาที่มีค่าที่สุด
สำหรับประเทศไทย อาจารย์ไพบูลย์ยกตัวอย่างกรณีแผ่นดินไหวจากเมียนมา ซึ่งคลื่นสามารถเดินทางมายังกรุงเทพฯ ได้ในเวลาประมาณ 3 นาที
ช่วงเวลาระหว่างคลื่นลูกแรกกับคลื่นใหญ่ที่ตามมา อาจมี “นาทีทอง” ประมาณ 93 วินาที
93 วินาทีอาจดูเหมือนสั้น แต่ในภาวะภัยพิบัติ เวลานี้อาจมีความหมายต่อชีวิต
หากได้รับการเตือนและยังมีเวลา สิ่งที่ควรทำคือ ใช้เวลาเพื่ออพยพออกจากอาคารตามเส้นทางที่กำหนด
แต่หากเริ่มรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนแล้ว อาจารย์ไพบูลย์เน้นว่า อย่าเพิ่งวิ่งทันที
เพราะในช่วงที่อาคารกำลังสั่น อันตรายไม่ได้มีเพียงตัวแผ่นดินไหว แต่อาจมาจากกระจกหรือวัสดุที่หล่นลงมา
“ตึกสั่น อย่าวิ่ง” แต่ให้หาจุดแข็งแรงของอาคาร
หากอพยพไม่ทันและยังอยู่ภายในอาคาร อาจารย์ไพบูลย์แนะนำให้หาจุดที่แข็งแรง โดยเฉพาะบริเวณ เสาและคาน
เหตุผลคือเสาเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างที่รับน้ำหนักของอาคาร หากเกิดการพังถล่ม เสายังสามารถค้ำโครงสร้างและทำให้เกิดช่องว่าง หรือ “รู” ที่ช่วยให้มีพื้นที่หายใจและรอการช่วยเหลือ
ส่วนการอยู่ใกล้คานหรือการมุดใต้โต๊ะก็สามารถช่วยป้องกันวัสดุจากเพดานที่อาจตกลงมาได้ในระดับหนึ่ง
สิ่งหนึ่งที่อาจารย์ไพบูลย์เตือนคือ อย่าวิ่งผ่านบริเวณกระจกในขณะที่อาคารกำลังสั่น
และยังเตือนถึงความเชื่อเรื่อง “Triangle of Life” ว่าไม่ควรนำแนวคิดการหลบข้างเฟอร์นิเจอร์เพื่อหวังให้เกิดช่องว่างสามเหลี่ยมมาใช้เป็นหลักความปลอดภัย
แผ่นดินไหวไม่ใช่หนังฮอลลีวูด พื้นดินไม่ได้เปิดออกมาดูดคน
หนึ่งในความเชื่อที่อาจารย์ไพบูลย์ต้องการแก้ไขคือภาพจำว่า เมื่อเกิดแผ่นดินไหว พื้นดินจะเปิดออกเป็นช่องขนาดใหญ่แล้วดูดคนลงไป
อาจารย์อธิบายว่า ภาพดังกล่าวเป็นเรื่องของนิยายหรือความเชื่อ ไม่ใช่ลักษณะการเกิดแผ่นดินไหวตามที่ปรากฏในภาพยนตร์
แม้แผ่นดินไหวสามารถทำให้พื้นดินเกิดรอยร้าวหรือรอยแยกได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดปรากฏการณ์พื้นดินเปิดออกเพื่อดูดคนลงไปแล้วปิดกลับตามภาพที่คุ้นตา
CBS จะเร็วแค่ไหน ขึ้นอยู่กับข้อมูลต้นทาง
อีกเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเตือนภัยคือ CBS หรือ Cell Broadcast System ระบบที่ใช้ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยไปยังโทรศัพท์มือถือในพื้นที่
แต่การมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะได้รับคำเตือนทันเวลา
อาจารย์ไพบูลย์ ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานว่า หากข้อมูลต้องผ่านหลายขั้นตอนและใช้เวลานาน ระบบแจ้งเตือนอาจสูญเสียประโยชน์ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
เพราะสำหรับแผ่นดินไหว เวลาที่ประชาชนต้องการไม่ใช่ “หลังเกิดเหตุ” แต่คือ ช่วงเวลาก่อนคลื่นที่รุนแรงกว่าจะมาถึง
สึนามิเองก็ต้องอาศัย “ความเร็วของข้อมูล”
ในกรณีแผ่นดินไหวใต้ทะเล อาจารย์ไพบูลย์อธิบายว่า การเตือนภัยสึนามิสามารถอาศัยข้อมูลจากคลื่นแผ่นดินไหวได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอข้อมูลจากทุ่นตรวจวัดในทะเลเพียงอย่างเดียว
ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิก หรือ PTWC สามารถประเมินและแจ้งเตือนในระดับโลกได้ภายในประมาณ 10 นาทีหลังเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในทะเล
หลักสำคัญคือ การพิจารณาเงื่อนไขของแผ่นดินไหว เช่น ขนาด ความลึก และลักษณะการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก
ดังนั้น เมื่อเกิดแผ่นดินไหวในทะเล สิ่งที่ประชาชนควรทำไม่ใช่การรอข่าวจากโซเชียลมีเดีย แต่คือ ติดตามข้อมูลจากระบบเตือนภัยและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
“ข่าวลือ” อาจเดินทางเร็วกว่าแผ่นดินไหว
ท้ายที่สุด อาจารย์ไพบูลย์ให้ความสำคัญอย่างมากกับปัญหาข่าวลือและข้อมูลผิด
ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อว่าแผ่นดินไหวสามารถพยากรณ์ได้จากพฤติกรรมสัตว์ สภาพอากาศ หรือคำทำนายต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ควรนำมาใช้แทนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
สำหรับการติดตามเหตุการณ์แผ่นดินไหวทั่วโลก อาจารย์แนะนำ USGS ส่วนเหตุการณ์ในประเทศไทยควรติดตามข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา และหากเป็นประเด็นสึนามิให้ติดตามข้อมูลจาก PTWC
เพราะในภาวะที่ประชาชนกำลังหวาดกลัว การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดหรือใช้ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ผิด อาจยิ่งเพิ่มความตื่นตระหนกและสร้างความเสียหายตามมา
จาก “ผู้รับข่าว” สู่ “ผู้รู้เท่าทันภัย”
สาระสำคัญจากการบรรยายของอาจารย์ไพบูลย์จึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้ประชาชนรู้ว่าแผ่นดินไหวครั้งหนึ่งมีขนาดเท่าใดเท่านั้น แต่คือการทำให้เข้าใจว่า ตัวเลขนั้นหมายถึงอะไร คลื่นกำลังเดินทางอย่างไร ระบบเตือนภัยทำงานอย่างไร และเมื่อเกิดเหตุจริง เราต้องทำอะไร
เพราะแผ่นดินไหวยังไม่ใช่ภัยที่มนุษย์สามารถกำหนดวันและเวลาล่วงหน้าได้
แต่สิ่งที่ทำได้คือ เตรียมความรู้ เตรียมแผน และเตรียมสติ
และเมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง บางครั้งสิ่งที่มีค่าอาจไม่ใช่เวลาหลายชั่วโมง แต่เป็นเพียง 93 วินาทีที่เรารู้ว่าจะต้องใช้มันอย่างไร
