Onlinenewstime.com : หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 16.43 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของ ธปท. มียอดคงค้าง 1.38 ล้านล้านบาท ชวนทำความเข้าใจวิธีจัดการหนี้เสีย ตรวจสอบคุณสมบัติ และรู้จักคลินิกแก้หนี้ by SAM อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการกลับมาชำระหนี้อย่างเป็นระบบ
หนี้หลายใบ ภาระที่ต้องจัดการ เมื่อเริ่มจ่ายไม่ไหวควรทำอย่างไร?
เงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือนอาจไม่ได้หมายถึงเงินที่สามารถนำไปใช้จ่ายได้ทั้งหมด สำหรับคนที่มีภาระหนี้หลายบัญชี รายได้ส่วนหนึ่งต้องถูกแบ่งไปชำระหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคล เมื่อรายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย การชำระหนี้จึงเริ่มสะดุด และหากปล่อยให้ค้างชำระต่อเนื่อง ปัญหาก็อาจยิ่งจัดการได้ยากขึ้น
คำถามสำคัญสำหรับคนที่กำลังเผชิญสถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงจะหาเงินจากที่ไหนมาจ่ายหนี้ แต่คือจะเริ่มต้นจัดการหนี้อย่างไรให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระของตัวเอง
ข้อมูลหนี้ครัวเรือนสามารถช่วยให้เห็นภาพรวมของภาระหนี้ในระบบเศรษฐกิจไทย ขณะที่การแก้ไขปัญหาของแต่ละคนจำเป็นต้องพิจารณาประเภทหนี้ สถานะการค้างชำระ รายได้ และทางเลือกที่เหมาะสมกับเงื่อนไขของตนเอง
เปิดโครงสร้างหนี้ครัวเรือนไทย 16.43 ล้านล้านบาท
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 หรือเดือนมิถุนายน 2569 หนี้ครัวเรือนไทยมียอดคงค้างรวม 16.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 85.2%
เมื่อจำแนกตามวัตถุประสงค์การกู้ยืม พบว่า หนี้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์มีมูลค่า 5.75 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด รองลงมาคือหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่น ๆ จำนวน 5.08 ล้านล้านบาท หรือ 30.9% และหนี้เพื่อประกอบอาชีพจำนวน 2.85 ล้านล้านบาท หรือ 17.3%
สำหรับหนี้ที่เกี่ยวข้องกับบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของ ธปท. มียอดคงค้างรวม 1.38 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 8.4% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด และเพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวเป็นยอดหนี้คงค้างรวม ไม่ใช่ยอดหนี้เสียทั้งหมด จึงไม่ควรตีความว่าหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลทุกบัญชีกำลังมีปัญหาการชำระหนี้
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ช่วยให้เห็นขนาดของสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายส่วนบุคคล และทำให้การทำความเข้าใจวิธีบริหารหนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
หนี้เสียต่างจากหนี้ทั่วไปอย่างไร?
การมีหนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นหนี้เสียเสมอไป เพราะหนี้ที่ยังชำระตามกำหนดกับหนี้ที่ค้างชำระเป็นเวลานานมีสถานะแตกต่างกัน
สำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาทางการเงิน สิ่งแรกที่ควรทำคือรวบรวมข้อมูลหนี้ทั้งหมด ตรวจสอบยอดคงเหลือ วันครบกำหนดชำระ และสถานะการค้างชำระของแต่ละบัญชี เพื่อให้รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและควรเริ่มจัดการจากจุดใด
หากหนี้เริ่มค้างชำระต่อเนื่อง ควรตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตนเองและศึกษาทางเลือกในการปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้หรือโครงการที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรรอจนปัญหาสะสมโดยไม่ตรวจสอบสถานะของตัวเอง
สำหรับผู้ที่มีหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน และเข้าเกณฑ์ที่กำหนด คลินิกแก้หนี้ by SAM เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้
คลินิกแก้หนี้ by SAM ช่วยอะไรได้บ้าง?
คลินิกแก้หนี้ by SAM เป็นโครงการที่ช่วยรวมหนี้เสียจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมาจัดการและชำระหนี้ได้อย่างเป็นระบบ
สิ่งสำคัญที่ควรทำความเข้าใจคือ โครงการนี้ ไม่ได้ให้สินเชื่อหรือเงินกู้ก้อนใหม่เพื่อนำไปปิดหนี้เดิม แต่ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางที่ช่วยจัดการหนี้ตามเงื่อนไขของโครงการ
ทางเลือกสำคัญประกอบด้วย
- รวมหนี้เสียเป็นก้อนเดียว ช่วยให้การจัดการหนี้ที่เข้าเกณฑ์เป็นระบบมากขึ้น
- อัตราดอกเบี้ย 3–5% ต่อปี ตามระยะเวลาผ่อนชำระและเงื่อนไขที่กำหนด
- ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี โดยขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์การพิจารณาของโครงการ
การรวมหนี้และปรับเงื่อนไขการชำระอาจช่วยให้ลูกหนี้วางแผนการเงินได้ง่ายขึ้น แต่ผู้สมัครควรประเมินรายได้และค่าใช้จ่ายของตัวเองควบคู่กัน เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถชำระหนี้ตามแผนได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การได้รับอนุมัติและเงื่อนไขการผ่อนชำระขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของโครงการ ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครทุกคนจะได้รับเงื่อนไขเหมือนกัน
ดอกเบี้ย 3–5% ผ่อนสูงสุด 10 ปี เลือกแผนอย่างไร?
อัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนชำระเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้มีหนี้ควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ
ตามข้อมูลโครงการที่ได้รับ มีทางเลือกการผ่อนชำระตามระยะเวลาและอัตราดอกเบี้ยดังนี้
| ระยะเวลาผ่อนชำระ | อัตราดอกเบี้ยต่อปี |
|---|---|
| ไม่เกิน 4 ปี | 3% |
| มากกว่า 4 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปี | 4% |
| มากกว่า 7 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี | 5% |
ผู้สมัครควรสอบถามโครงการเพื่อยืนยันรายละเอียดและเงื่อนไขที่ใช้กับกรณีของตนเองก่อนตัดสินใจ
การพิจารณาแผนชำระหนี้ไม่ควรมองเฉพาะอัตราดอกเบี้ย แต่ควรคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายจำเป็น และความสามารถในการชำระเงินในแต่ละเดือนด้วย เพราะเป้าหมายสำคัญคือการมีแผนที่สามารถปฏิบัติได้จริงในระยะยาว
เช็กคุณสมบัติ ใครบ้างที่สมัครได้?
ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการควรตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นให้ครบถ้วน โดยมีเงื่อนไขสำคัญตามข้อมูลโครงการดังนี้
1. ประเภทหนี้ต้องเข้าเกณฑ์
เป็นหนี้เสียจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ
2. เป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้
ผู้สมัครต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้และมีอายุไม่เกิน 70 ปี โดยพิจารณารวมระยะเวลาการปรับโครงสร้างหนี้ตามเงื่อนไขของโครงการ
3. ค้างชำระเกิน 120 วัน
หนี้ต้องมีสถานะค้างชำระมากกว่า 120 วัน โดยพิจารณาจากรายงานเครดิตบูโร ณ เดือนปัจจุบัน ซึ่งมีสถานะค้างชำระตั้งแต่ 121–150 วันขึ้นไปตามเกณฑ์ที่โครงการกำหนด
4. มียอดหนี้เสียรวมไม่เกิน 2 ล้านบาท
ยอดหนี้เสียรวมที่เข้าเกณฑ์ต้องไม่เกิน 2 ล้านบาท
การมีคุณสมบัติเบื้องต้นไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุมัติโดยอัตโนมัติ ผู้สนใจควรตรวจสอบรายละเอียดกับโครงการโดยตรง เพื่อยืนยันว่าหนี้และสถานะของตนเองเข้าเกณฑ์หรือไม่
ก่อนสมัคร ควรเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?
เมื่อประเมินแล้วว่าตนเองอาจเข้าเกณฑ์ ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน โดยเอกสารที่โครงการระบุไว้ประกอบด้วย
เอกสารส่วนบุคคลและข้อมูลหนี้
- รายงานเครดิตบูโร
- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ–สกุล (ถ้ามี)
เอกสารแสดงรายได้
สำหรับพนักงานประจำ ใช้สลิปเงินเดือนล่าสุด 1 เดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือน
สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ใช้รายการเดินบัญชีย้อนหลัง (Statement) 3 เดือน หรือหนังสือรับรองรายได้
ผู้สนใจสามารถตรวจสอบและดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสมัครได้จากช่องทางของโครงการ โดยควรตรวจสอบรายการเอกสารที่ต้องใช้ล่าสุดก่อนยื่นสมัคร
4 ขั้นตอนเริ่มต้นจัดการหนี้ด้วยตัวเอง
นอกจากการศึกษาทางเลือกจากโครงการต่าง ๆ แล้ว ผู้มีหนี้สามารถเริ่มต้นจัดการสถานการณ์ทางการเงินของตัวเองได้จากขั้นตอนต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 รวบรวมหนี้ทั้งหมด
จดรายการหนี้แต่ละบัญชี ระบุประเภทหนี้ ยอดคงเหลือ และเจ้าหนี้ เพื่อให้เห็นภาพรวมว่ามีภาระหนี้อยู่เท่าไร
ขั้นที่ 2 ตรวจสอบสถานะหนี้
ตรวจสอบว่าบัญชีใดยังชำระตามกำหนด บัญชีใดเริ่มค้างชำระ และบัญชีใดมีสถานะเป็นหนี้เสีย โดยพิจารณาจากข้อมูลของเจ้าหนี้และรายงานเครดิตบูโร
ขั้นที่ 3 ประเมินกำลังชำระของตัวเอง
นำรายได้ต่อเดือนมาหักค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่ายของครอบครัว เพื่อประเมินว่ามีเงินเหลือสำหรับชำระหนี้เท่าไร
ขั้นที่ 4 ติดต่อสอบถามทางเลือก
หากเริ่มชำระหนี้ไม่ไหว ควรติดต่อเจ้าหนี้เพื่อสอบถามแนวทางช่วยเหลือ หรือศึกษาคุณสมบัติของโครงการแก้หนี้ที่เกี่ยวข้อง หากมีหนี้เสียหลายบัญชี ควรตรวจสอบว่ามีหนี้ประเภทใดที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้บ้าง
การจัดการหนี้อย่างเป็นระบบเริ่มจากการรู้สถานะของตัวเอง และเลือกแนวทางที่เหมาะกับความสามารถในการชำระ ไม่ใช่การก่อหนี้ใหม่เพื่อแก้ปัญหาโดยไม่ได้ประเมินภาระที่จะตามมา
สมัครได้ที่ไหน?
ผู้ที่ต้องการตรวจสอบคุณสมบัติหรือสอบถามรายละเอียดโครงการ สามารถติดต่อผ่านช่องทางต่อไปนี้
- LINE: @debtclinicbysam
- เว็บไซต์สมัครเข้าร่วมโครงการ: https://bit.ly/3UBpg4u
- ศึกษารายละเอียดโครงการ: https://bit.ly/4glivLB
- ดาวน์โหลดเอกสารสมัคร: https://bit.ly/4gakC4M
- สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: Call Center 1443 ทุกวัน เวลา 09.00–19.00 น.
- เว็บไซต์: www.คลินิกแก้หนี้.com หรือ www.debtclinicbysam.com
การสมัครเข้าร่วมโครงการไม่มีค่าใช้จ่าย โดยคลินิกแก้หนี้ by SAM อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย
ผู้สนใจควรตรวจสอบข้อมูล คุณสมบัติ และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการจากช่องทางทางการก่อนดำเนินการทุกครั้ง
การแก้หนี้เริ่มจากการรู้จักทางเลือกของตัวเอง
ภาระหนี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกกังวล โดยเฉพาะเมื่อมีหนี้หลายบัญชีและรายได้ไม่เพียงพอต่อการชำระ แต่การปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อไปโดยไม่ตรวจสอบสถานะหนี้ อาจทำให้การจัดการในภายหลังซับซ้อนยิ่งขึ้น
การเริ่มต้นแก้หนี้จึงควรเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าตัวเองเป็นหนี้ประเภทใด ค้างชำระมานานเท่าไร มีรายได้และความสามารถในการชำระเพียงใด รวมถึงมีทางเลือกใดที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของตัวเอง
คลินิกแก้หนี้ by SAM เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ที่มีหนี้เสียตามประเภทและคุณสมบัติที่โครงการกำหนด การศึกษารายละเอียดให้ครบถ้วนก่อนสมัครจะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
หากคุณกำลังติดอยู่กับปัญหาเดิม ๆ และยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน อย่าลืมว่าคุณไม่จำเป็นต้องรับมือเรื่องนี้เพียงลำพัง
บางครั้ง จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาอาจไม่ใช่การหาเงินก้อนใหญ่มาปิดหนี้ทั้งหมดในทันที แต่คือการกล้าสำรวจสถานะทางการเงินของตัวเอง ทำความเข้าใจทางเลือกที่มี และเริ่มวางแผนชำระหนี้อย่างเป็นระบบอีกครั้ง
