Onlinenewstime.com : จับตาสายพันธุ์ใหม่ KP.2-KP.3 ระบาดได้ไว กลายพันธุ์ไม่หยุด – พร้อมแนวทางดูแลสุขภาพ ป้องกันติดเชื้อร่วมรุนแรง
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ประเมินว่า ทั้งโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ยังคงมีการระบาดคู่ขนานกัน (co-circulation) โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องถึงช่วงเปิดภาคเรียน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการแพร่กระจายเชื้อในอาคารและสถานที่ปิด ประกอบกับภูมิคุ้มกันของประชาชนบางส่วนอาจลดลงหากได้รับวัคซีนเข็มล่าสุดมาเป็นเวลานานแล้ว
ในด้านอัตราการป่วยและเสียชีวิตของทั้งสองโรค ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ ในรายการ “แชร์เล่าข่าวเด็ด” (24พ.ค. 2568) MCOTNews FM100.5 ว่า
ไข้หวัดใหญ่ โดยทั่วไปมีอัตราป่วยสูงในแต่ละฤดูกาล แต่มีอัตราการเสียชีวิตต่ำมาก (น้อยกว่า 0.1%) โดยเฉพาะในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสี่ยงอาจมีอาการรุนแรงได้
โควิด-19 อัตราป่วยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ระบาดและความครอบคลุมของภูมิคุ้มกันในประชากร ปัจจุบันอัตราการเสียชีวิตโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (อาจอยู่ระหว่าง 0.1% – 1% หรือต่ำกว่าในบางกลุ่ม) แต่ยังคงสูงกว่าไข้หวัดใหญ่เล็กน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน
แนวโน้มของการกลายพันธุ์ของโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
โควิด-19: ยังคงมีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง มีการเฝ้าระวังสายพันธุ์ย่อยใหม่ๆ เช่น กลุ่ม JN.1 และลูกหลาน (เช่น KP.2, KP.3 หรือกลุ่ม FLiRT) ซึ่งมีความสามารถในการแพร่เชื้อและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น
ไข้หวัดใหญ่ มีการกลายพันธุ์ในระดับหนึ่งเป็นปกติในแต่ละปี ทำให้ต้องมีการปรับปรุงวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี สายพันธุ์ที่หมุนเวียนหลักๆ มักเป็น A(H1N1)pdm09, A(H3N2) และ Influenza B
คาดการณ์ว่าทั้งสองโรคจะมีการระบาดต่อเนื่องอีกประมาณกี่เดือน
คาดการณ์ว่าการระบาดของทั้งสองโรคจะยังคงมีอยู่ต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงสิ้นสุดฤดูฝน (ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน) หรืออาจลากยาวถึงปลายปีนี้ (อีกประมาณ 4-6 เดือน) จากนั้นสถานการณ์อาจเริ่มดีขึ้นในช่วงฤดูหนาว หากประชาชนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอจากการได้รับวัคซีนหรือเคยติดเชื้อมาก่อน อย่างไรก็ตาม ทั้งสองโรคมีแนวโน้มเป็นโรคประจำถิ่นที่พบได้ตลอดทั้งปี
กลุ่มเสี่ยงทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิดคือกลุ่มไหน ช่วงวัยอายุ
กลุ่มเสี่ยงที่อาการอาจรุนแรงสำหรับทั้งสอง คือ ผู้สูงอายุ (โดยทั่วไปคือ 65 ปีขึ้นไป) เด็กเล็ก (โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 5 ปี หรือต่ำกว่า 2 ปีสำหรับความเสี่ยงสูง) สตรีมีครรภ์
ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด (หอบหืด, ถุงลมโป่งพอง), โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคไตเรื้อรัง, โรคเบาหวาน, โรคอ้วน (BMI สูง), โรคตับ, โรคทางระบบประสาทและพัฒนาการ
ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV, ผู้ป่วยมะเร็งที่รับเคมีบำบัด, ผู้ได้รับยากดภูมิ)
อาการไข้หวัดใหญ่หรือโควิด แยกแยะอาการเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?
อาการมีความคล้ายคลึงกันมาก ทำให้แยกได้ยากจากอาการเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อสังเกตเบื้องต้นดังนี้
อาการที่พบได้บ่อยทั้งสองโรค: ไข้, ไอ, เจ็บคอ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, อ่อนเพลีย, ปวดศีรษะ, น้ำมูก/คัดจมูก
อาการที่อาจเด่นชัดกว่าในไข้หวัดใหญ่ ไข้มักสูงและเกิดขึ้นค่อนข้างเฉียบพลัน, ปวดเมื่อยตามตัวอาจรุนแรง
อาการที่อาจเด่นชัดกว่าในโควิด-19 (บางสายพันธุ์) การสูญเสียการรับรสหรือได้กลิ่น (ปัจจุบันพบน้อยลง), อาการทางระบบทางเดินอาหาร (ท้องเสีย, คลื่นไส้) อาจพบได้บ้าง และบางรายอาจมีอาการหายใจลำบากหรือแน่นหน้าอก
การยืนยันจำเป็นต้องใช้ชุดตรวจ ATK (Antigen Test Kit) สำหรับโควิด-19 หรือการตรวจ RT-PCR เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและแยกเชื้อ การตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่ก็มีชุดตรวจเฉพาะเช่นกัน
อาการรุนแรงมากน้อย?
ไข้หวัดใหญ่ โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรงในผู้ที่สุขภาพแข็งแรง และสามารถหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในกลุ่มเสี่ยงอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือทำให้โรคประจำตัวกำเริบ
โควิด-19 ความรุนแรงหลากหลาย ตั้งแต่น้อยมาก (ไม่มีอาการ) จนถึงรุนแรงมาก โดยเฉพาะสายพันธุ์ใหม่ๆ มักไม่รุนแรงในผู้ที่ได้รับวัคซีนและสุขภาพดี อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ, กลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน (ARDS), หรือภาวะ Long COVID ในบางราย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงและผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน
การติดเชื้อร่วมในคนเดียวทั้งโควิดและไข้หวัดใหญ่พร้อมกัน
สามารถติดเชื้อทั้งสองชนิดพร้อมกันได้ (เรียกว่า co-infection หรือการติดเชื้อร่วม) ซึ่งอาจทำให้อาการโดยรวมรุนแรงกว่าการติดเชื้อชนิดเดียว เพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบรุนแรง และเพิ่มโอกาสที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง
ความเป็นไปได้ที่โควิดและไข้หวัดใหญ่จะผสมกันจนเกิดการกลายพันธุ์ใหม่
ในทางทฤษฎี ไวรัส SARS-CoV-2 (โควิด-19) และไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) เป็นไวรัสคนละตระกูล มีโครงสร้างสารพันธุกรรมและกลไกการเพิ่มจำนวนที่แตกต่างกันมาก โอกาสที่จะเกิดการผสมข้ามสายพันธุ์ (reassortment หรือ recombination) จนเกิดเป็นไวรัสลูกผสมชนิดใหม่ในธรรมชาตินั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ และยังไม่เคยมีรายงานการค้นพบไวรัสลูกผสมในลักษณะดังกล่าว
แนะการดูแลสุขภาพในฤดูฝนป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสทั้งสองชนิดอย่างไร?
- ฉีดวัคซีน รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีและวัคซีนโควิด-19 ตามคำแนะนำของแพทย์
- สุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์
- สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะที่มีผู้คนแออัด หรือเมื่อมีอาการป่วย
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น
- ปิดปากปิดจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม (ควรใช้ทิชชูหรือข้อพับแขน)
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรง
- พักผ่อนให้เพียงพอรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- รักษาร่างกายให้อบอุ่น หลีกเลี่ยงการตากฝนหรืออยู่ในที่อากาศเย็นชื้นนานๆ
- หลีกเลี่ยงความเสี่ยง การอยู่ในสถานที่แออัด หรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวกเป็นเวลานาน
- เว้นระยะห่างจากผู้ที่มีอาการป่วย
บทบาทของวัคซีนในการควบคุมการระบาด
วัคซีนยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเสี่ยง ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสในการนอนโรงพยาบาล และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต ทั้งจากโควิด-19 (แนะนำให้รับวัคซีนรุ่นปรับปรุงตามคำแนะนำ เพื่อให้ครอบคลุมสายพันธุ์ที่ระบาดในปัจจุบัน) และไข้หวัดใหญ่ (แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากสายพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลง)
คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มเสี่ยง
การรับวัคซีน ควรรับวัคซีนทั้งไข้หวัดใหญ่ (ทุกปี) และโควิด-19 (ตามกำหนดและคำแนะนำล่าสุด) อย่างเคร่งครัด ปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับชนิดและระยะเวลาการฉีดวัคซีนที่เหมาะสมกับตนเอง
เฝ้าระวังอาการ หมั่นสังเกตอาการตนเองและคนใกล้ชิด หากมีอาการน่าสงสัย เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ เหนื่อยง่าย ควรตรวจหาเชื้อเบื้องต้น (ATK สำหรับโควิด) และรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมโดยเร็ว
ป้องกันตนเองเข้มงวด หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดหรือการรวมกลุ่มคนจำนวนมากโดยไม่จำเป็น สวมหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพเสมอเมื่ออยู่ในที่สาธารณะหรือใกล้ชิดผู้อื่น
ดูแลโรคประจำตัว ควบคุมโรคประจำตัวให้อยู่ในเกณฑ์ดีตามคำแนะนำของแพทย์ และปรึกษาแพทย์ หากมีความกังวลหรือข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัว
ไข้หวัดใหญ่ โดยทั่วไปมีอัตราป่วยสูงในแต่ละฤดูกาล แต่มีอัตราการเสียชีวิตต่ำมาก (น้อยกว่า 0.1%) โดยเฉพาะในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสี่ยงอาจมีอาการรุนแรงได้
