News Update

จุฬาฯ เปิดผลประเมินความเสี่ยงแผ่นดินไหวกรุงเทพฯ วางแนวทางตั้งรับ ชี้แรงสั่นสะเทือนอาจเพิ่ม 1.5–1.6 เท่า หากเกิดเหตุใกล้เมืองมากขึ้น

Onlinenewstime.com : คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ–ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ–วช.–กทม. ระดมงานวิจัยสู่มาตรการรับมือแผ่นดินไหว ชี้ “รอยเลื่อนสะกายช่วงใต้” เป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ต้องเตรียมพร้อม หลังข้อมูลจำลองพบแรงสั่นสะเทือนในกรุงเทพฯ อาจเพิ่ม 1.5–1.6 เท่า พร้อมเสนอเร่งประเมินอาคาร พัฒนาระบบเตือนภัย และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยเมือง

สัมมนาวิชาการ “กรุงเทพฯ ปลอดภัย พร้อมรับภัยแผ่นดินไหว: บทเรียนจากงานวิจัย สู่การขับเคลื่อนนโยบายและการบริหารจัดการเมือง” จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569  ณ ห้อง 209 ตึก 3  คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิชาการนำเสนอผลการศึกษาและข้อเสนอเชิงมาตรการ เพื่อเสริมความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการรับมือแผ่นดินไหวอย่างเป็นระบบ

โดยมี รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ Mr.Kajiwara Toru อัครราชทูตที่ปรึกษาและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงาน

บทเรียน 28 มี.ค.68 สู่การประเมินความเสี่ยง จับตาชั้นดินอ่อน – อาคารสูง

ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพมหานครและหลายพื้นที่ของประเทศไทย เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ภาควิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาทบทวนความเสี่ยงและระดับความพร้อมของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะลักษณะชั้นดินอ่อน อาคารสูง และอาคารเดิมที่อาจมีระดับการรองรับแรงสั่นสะเทือนแตกต่างกัน

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรุงเทพมหานครระบุว่ากรุงเทพฯ มีความเสี่ยงจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวตามแนวรอยเลื่อนทั้งในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง ประกอบกับสภาพชั้นดินอ่อนที่สามารถขยายแรงสั่นสะเทือนได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ความสำคัญกับมาตรการลดความเสี่ยงและการเตรียมพร้อมอย่างต่อเนื่อง

การศึกษาสถานการณ์จำลองของนักวิชาการชี้ให้เห็นว่า หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่จากแหล่งกำเนิดที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากขึ้น เช่น บริเวณใกล้เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ผลกระทบต่อกรุงเทพฯ อาจรุนแรงกว่าเหตุการณ์วันที่ 28 มีนาคม 2568 อย่างมีนัยสำคัญ โดยในบางสถานการณ์จำลอง ระดับความเสียหายอาจสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่ออาคารจำนวนหลายร้อยแห่งในกรุงเทพมหานคร

ชี้โจทย์กรุงเทพฯ ต้องประเมินความเสี่ยง–เตรียมระบบตั้งรับ ใช้งานวิจัยวางมาตรการรับมือ

คำถามสำคัญ  จึงไม่ใช่เพียงว่า “แผ่นดินไหวครั้งต่อไปจะเกิดเมื่อใด” แต่“กรุงเทพฯ มีความพร้อมเพียงใดหากเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงกว่าปี 2568” ผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานครอาจแตกต่างและในบางสถานการณ์อาจสูงกว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนรับมือกับแผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้น

การสัมมนาครั้งนี้เป็นการระดมนักวิชาการชั้นนำด้านแผ่นดินไหว วิศวกรรมโครงสร้าง ธรณีเทคนิค และการบริหารจัดการภัยพิบัตินำเสนอองค์ความรู้ล่าสุดและเสนอแนวทางที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว (Earthquake Early Warning System: EEWS) การยกระดับมาตรฐานการออกแบบอาคารและอาคารสูง การประเมินและเสริมกำลังอาคารเดิมที่มีความเสี่ยง ตลอดจนระบบเฝ้าระวัง และการตอบสนองฉุกเฉิน

เปิด 4 ประเด็น “รอยเลื่อนสะกาย–ชั้นดิน–ความปลอดภัยอาคาร–ระบบ EEWS”

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ บรรยายพิเศษเรื่อง “สถานการณ์ความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวต่อกรุงเทพมหานคร” นำเสนอองค์ความรู้ด้านความเสี่ยงภัยจากแผ่นดินไหวที่ได้จากการศึกษาวิจัย รวมถึงประเด็นที่กรุงเทพฯ ควรเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหว   ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการนำเสนอผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงมาตรการเพื่อความปลอดภัยของกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ โอกาสการเกิดแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนสะกาย การรับรู้ความเสี่ยงและการสื่อสารความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวสู่ประชาชน แอ่งดินกรุงเทพฯ กับการขยายคลื่นแผ่นดินไหว และความปลอดภัยของอาคารหลังแผ่นดินไหว

องค์ความรู้จากการสัมมนาครั้งนี้จะนำไปสู่การหารือเกี่ยวกับมาตรการสำคัญที่ประเทศไทยควรพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว (Earthquake Early Warning System: EEWS) การพัฒนาและทบทวนมาตรฐานการออกแบบอาคารและอาคารสูง การประเมินและเสริมกำลังอาคารเดิมที่มีความเสี่ยง ระบบสังเกตการณ์และเฝ้าระวัง ตลอดจนกลไกตอบสนองฉุกเฉินและการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

การสัมมนาครั้งนี้เป็นการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาเชื่อมโยงกับการกำหนดมาตรการและการบริหารจัดการเมือง เพื่อให้กรุงเทพมหานครสามารถลดความเสี่ยงและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยหัวใจสำคัญมิใช่การสร้างความตื่นตระหนกหรือพยายามคาดการณ์ว่าแผ่นดินไหวครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด

แต่เป็นการตอบคำถามว่า “กรุงเทพฯ จะเตรียมพร้อมอย่างไร หากต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง           ในอนาคต” แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการจัดการภัยแผ่นดินไหวที่เน้นการเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ การบริหารจัดการระหว่างเกิดเหตุ และการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอย่างเป็นระบบ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่สามารถพยากรณ์วันและเวลาการเกิดแผ่นดินไหวได้

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ เปิดเผยถึงสถานการณ์ความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวต่อกรุงเทพมหานครว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์เมื่อปี 2568 ซึ่งเกิดบริเวณตอนกลางของรอยเลื่อนสะกาย ประเทศเมียนมา และส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพฯ ทำให้เกิดองค์ความรู้และข้อมูลใหม่ที่ช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น

จับตารอยเลื่อนสะกายช่วงใต้ แรงสั่นสะเทือนอาจเพิ่ม 1.5–1.6 เท่า

จากการศึกษาพบว่า รอยเลื่อนสะกายช่วงใต้ (Southern Segment) ซึ่งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากกว่าบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวในปี 2568 ยังไม่ได้เกิดการเลื่อนตัวครั้งใหญ่มาเกือบ 100 ปี ขณะที่ข้อมูลในอดีตพบว่าแผ่นดินไหวขนาดประมาณ 7 ขึ้นไปในบริเวณดังกล่าวมีช่วงการเกิดโดยเฉลี่ยราว 110 ปี จึงเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่นักวิชาการเห็นว่าควรเตรียมความพร้อมรับมืออย่างจริงจัง

หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใกล้เคียงกับเหตุการณ์ปี 2568 แต่มีจุดกำเนิดบริเวณรอยเลื่อนสะกายช่วงใต้ ซึ่งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 200 กิโลเมตร การประเมินเบื้องต้นพบว่าแรงสั่นสะเทือนในกรุงเทพฯ อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5–1.6 เท่า และจำนวนอาคารที่ได้รับความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงจำเป็นต้องเร่งประเมินความเสี่ยงของอาคาร โดยเฉพาะอาคารสูงที่เคยได้รับแรงสั่นสะเทือนรุนแรงจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา

ศ.ดร.เป็นหนึ่งเสนอว่า แนวทางสำคัญที่ควรดำเนินการ ได้แก่ การปรับปรุงกฎหมายและมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหว การยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก รวมถึงการประเมินและเสริมความแข็งแรงของอาคารเดิมที่มีความเสี่ยง ตลอดจนการนำเทคโนโลยีลดแรงสั่นสะเทือน เช่น Vibration Damper มาประยุกต์ใช้กับอาคารที่เหมาะสม

อีกประเด็นสำคัญคือการพัฒนา ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า (Earthquake Early Warning System) ซึ่งสามารถแจ้งเตือนได้ก่อนแรงสั่นสะเทือนมาถึงประมาณ 10–30 วินาที แม้เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สามารถนำไปใช้เพื่อหยุดการทำงานที่มีความเสี่ยง ให้ลิฟต์จอดในชั้นที่ปลอดภัย ชะลอหรือหยุดระบบรถไฟฟ้า รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนในอาคารสูงเตรียมตัวรับมือได้ทัน

ทั้งนี้ นักวิชาการเน้นย้ำว่า ยังไม่สามารถระบุได้ว่าแผ่นดินไหวครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ข้อมูลทางวิชาการสะท้อนว่าความเสี่ยงดังกล่าวเป็นเรื่องที่ควรนำมาวางแผนและเตรียมความพร้อมตั้งแต่ปัจจุบัน ทั้งในด้านมาตรฐานอาคาร ระบบเตือนภัย และการบริหารจัดการเมือง เพื่อช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต