News Update

CIMB Thai มองเศรษฐกิจไทย Q3 เริ่มฟื้น “อมรเทพ” ฟันธง 5 ปัจจัยชี้ชะตา เตือนสงครามการค้า ฝากรัฐบาลเร่งแก้โครงสร้างเศรษฐกิจ

Onlinenewstime.com : ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มผ่านจุดต่ำสุดของปี ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันลดลง การส่งออก และมาตรการภาครัฐ พร้อมฟันธง 5 ประเด็นสำคัญ ตั้งแต่ราคาน้ำมัน ดอกเบี้ย ค่าเงินบาท ไปจนถึงความเสี่ยงจากสงครามการค้ารอบใหม่ พร้อมฝากโจทย์รัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เน้นลงทุนสร้างงานและรายได้ระยะยาว มากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้น

อมรเทพ ฟันธง 5 ข้อ เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3

จับตาสงครามการค้ารอบใหม่ ฝากโจทย์รัฐบาลไทยแก้ไขปัญหาโครงสร้าง เน้นผลลัพธ์สร้างงาน          สร้างรายได้ระยะยาว มากกว่าแจกเงินระยะสั้น

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มเห็นแสงสว่างมากขึ้น หลังผ่านช่วงอ่อนแรงสุดของปีในไตรมาส 2 โดยปัจจัยบวกมาจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาก สหรัฐ-อิหร่านลงนามสัญญาพักรบชั่วคราวแม้จะมีโอกาสกลับมาสู้รบกันใหม่ การส่งออกของไทยเป็นแรงหนุนสำคัญ และมาตรการภาครัฐช่วยประคองกำลังซื้อ

ฟันธง 5 ข้อ เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3

  1. ราคาน้ำมันเฉลี่ย 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว

หลังราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในไตรมาส 2 ก่อนปรับตัวย่อลงมาช่วงปลายมิ.ย.-ต้น ก.ค. ลงมาต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล มองต่อไปปัญหาอิหร่านยังระอุ แม้จะไม่ได้ทวีความรุนแรงเป็นสงครามเหมือนช่วงไตรมาส 2 สำนักวิจัยฯ คาดว่าไตรมาส 3 ราคาจะเฉลี่ยราว 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แม้ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้

  • เฟดคงดอกเบี้ยทั้งปี ที่ 3.75% ธปท.ตรึงดอกเบี้ย 1%                                                        สำนักวิจัยฯ มองว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะทยอยชะลอลงตามราคาพลังงาน และเงินเฟ้อฝั่งสหรัฐไม่ได้มาจากด้านอุปสงค์มากนัก ค่าเช่าหรือค่าจ้างแรงงานไม่ได้ทวีความทะยานขึ้นสูง จึงน่าจะอยู่ระดับควบคุมได้ เฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และจะปรับตัวสมดุลในปีหน้า ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากฝั่งต้นทุนมากกว่าอุปสงค์
  • สงครามการค้ารอบใหม่คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง

แม้ความขัดแย้งด้านพลังงานคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงใหม่กำลังย้ายไปที่สงครามการค้า ต้องจับตาการใช้มาตรการ 301 ของสหรัฐฯที่เคยบังคับใช้กับจีน อาจกลับมากดดันประเทศคู่ค้าและสร้างความผันผวนต่อบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง อาจกระทบการส่งออกของไทยระยะต่อไป ต้องติดตามผลดี-ผลเสียอีกครั้ง   

  • ค่าบาทแข็งค่าที่ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

GDP ปี 2569 มีโอกาสโตได้ 2% ปัจจัยสำคัญ มาจากการลงทุนภาคเอกชน ไม่ได้มาจากการบริโภคอีกต่อไป และจะเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตได้ดีกว่า GDP พร้อมประเมินว่าค่าบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าที่ประมาณ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐช่วงไตรมาส 3 จากเงินทุนไหลเข้าและแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ทรงตัว

  • รัฐบาลเร่งนโยบายสร้างความเชื่อมั่น

รัฐบาลจะหาทางสร้างความเชื่อมั่น หารายได้ ลดการขาดดุลงบประมาณ มีวินัยการคลัง และไม่น่าชนเพดานหนึ้ที่ 70% ต่อ GDP ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาเครดิตของประเทศ อีกทั้ง หวัง  ว่ารัฐบาลจะ เน้นการลงทุน ภาครัฐร่วมกับเอกชน หรือการลงทุนใหม่ จะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ เกิดการลงทุนระยะยาวกับประเทศ มากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้น เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา หลังมาตรการจบ การบริโภคมักกลับมาทรุดตัว จึงอยากเห็นตัวขับเคลื่อนหลักที่มาจากมาตรการ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน

ดร.อมรเทพ เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 3 เริ่มดีขึ้น แต่การบริโภคภาคเอกชนยังคงทรงตัว รายได้โตช้า ขณะที่ค่าครองชีพยังสูง มาตรการภาครัฐไตรมาส 3 น่าจะเป็นตัวประคองสถานการณ์ น่าจะเป็นผลดีต่อกลุ่มอาหาร เครื่องดื่มของใช้ทั่วไป แต่ของใช้ขนาดใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ เสี่ยงชะลออยู่ เพราะรายได้ของคนไม่ได้โตมาก ขณะที่ความเชื่อมั่นดูไม่ค่อยดีนัก

การลงทุนเอกชนยังไม่นิ่งแม้ FDI จะเข้าไทยในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center แต่ยังไม่ได้มีการกระจายตัวไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ จึงยังไม่เกิดการทวีคูญทางเศรษฐกิจ ที่เร่งมากนัก ตัวภาคก่อสร้างยังทรุดตัว รายได้คนกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก  ด้านภาคการส่งออกเป็นบวก และสนับสนุนภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมโดยรวม แต่เนื่องจากในหลายอุตสาหกรรมมีสัดส่วนนำเข้าค่อนข้างสูง จึงยังไม่เห็นการส่งออกสุทธิที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ด้านนโยบายการเงินพร้อมผ่อนคลายต่อเนื่อง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงก่อนหน้าธปท.มองเป็นปัญหาด้านอุปทาน ไม่ใช่ด้านอุปสงค์ เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง เงินเฟ้อก็มีโอกาสย่อลงได้ มองว่าโอกาสที่ธปท.จะคงดอกเบี้ย 1% ตลอดทั้งปี เป็นไปได้สูง ส่วนค่าเงินบาที่อ่อนค่าราวๆ 33-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ช่วงที่ผ่านมา น่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูง และการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่สำนักวิจัยฯมองว่า ไตรมาส 3 โอกาสที่ค่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าที่ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐตลอดทั้งปีมีโอกาสเป็นไปได้ มีเงินไหลเข้า และการคาดการณ์ว่าสหรัฐจะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้.

“เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงเติบโตระดับ 2-2.5%  แบบนี้ไปอีก 3-5 ปี มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% ยกเว้นจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำในระยะยาวหากไม่ได้รับการแก้ไข” อมรเทพ กล่าว

สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา คาดว่า GDP ขยายตัว 1.8% YoY แม้เป็นบวก แต่หดตัว 0.5% QOQ,SA (เทียบไตรมาสก่อนหน้า หลังปรับฤดูกาล) จากเหตุการณ์พิเศษคือสงครามอิหร่าน และคงไม่เกิดการถดถอยทางเทคนิคติดลบต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 3 สำหรับไตรมาส 2 ราคาน้ำมันพุ่งสูงทะลุ 100 เหรียญ/บาร์เรลทำให้เกิดการนำเข้าค่อนข้างมาก เศรษฐกิจไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดช่วงที่ผ่านมา การบริโภคชะลอจากราคาน้ำมันค่อนข้างสูง ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น แม้จะมีมาตรการภาครัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายไตรมาส 2 แต่ไม่เพียงพอ การบริโภคภาคเอกชนยังเป็นบวก ไม่ได้ทรุดตัว แต่ตัวที่กระทบแรงเป็นด้านการลงทุนเอกชน ทรุดตัวจากต้นทุนสูง อีกทั้งถูกกดดันจากความเชื่อมั่นที่ลดลงค่อนข้างแรง