Onlinenewstime.com : โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่อำนาจของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงกำลังทหารหรือขนาดเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย “ข้อมูล” และ “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” จนเกิดคำว่า “AI Geopolitics” หรือภูมิรัฐศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของการแข่งขันระดับโลก
การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเทคโนโลยี AI หากยังครอบคลุมถึงการแย่งชิงข้อมูล พลังงานสะอาด ชิปประมวลผล โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และทรัพยากรสำคัญอย่าง “ทองแดง” ที่กำลังกลายเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจยุคใหม่
ขณะเดียวกัน กระแสการลงทุน Data Center กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะมี Data Center เพิ่มขึ้นกี่แห่ง แต่คือประเทศไทยจะสามารถยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ผู้สร้างมูลค่าในห่วงโซ่เศรษฐกิจ AI ของโลกได้หรือไม่
จากสงครามอาวุธสู่สงครามข้อมูล เมื่อ AI เปลี่ยนสมการต้นทุนการรบ

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “AI Geopolitics” ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอำนาจทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำสงครามจากสงครามแบบดั้งเดิม (Conventional Warfare) ที่เน้นจำนวนทหารและยุทโธปกรณ์ราคาแพง ไปสู่สงครามที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่มีการใช้โดรนราคาประมาณ 20,000 ดอลลาร์ ขณะที่การยิงสกัดต้องใช้ขีปนาวุธมูลค่าสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดความแตกต่างของต้นทุนสูงถึง 100 ต่อ 1
นอกจากนี้ การโจมตีด้วยโดรนแบบฝูง (Swarm Drones) ยังทำให้ยุทโธปกรณ์ราคาแพงอย่างเรือรบหรือเครื่องบินรบรับมือได้ยากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าความได้เปรียบในสงครามยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่ใครมีอาวุธราคาแพงกว่า แต่อยู่ที่ใครมีข้อมูล ระบบอัจฉริยะ และความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เหนือกว่า
ยูเครน ห้องทดลองแห่งแรกของสงคราม AI โลก เมื่อรัฐบาลทุ่มไม่อั้นและ Big Tech กุมเกมความมั่นคง
สงครามรัสเซีย-ยูเครนถูกขนานนามว่าเป็น “สงคราม AI ครั้งแรกของโลก” และทำให้ยูเครนกลายเป็นเสมือนห้องทดลองของการรบยุคใหม่ ที่ข้อมูล ดาวเทียม และ AI ถูกนำมาใช้วิเคราะห์ ปรับยุทธวิธี และตัดสินใจในสนามรบแบบเรียลไทม์
แม้ยูเครนจะมีกำลังพลและทรัพยากรทางทหารน้อยกว่ารัสเซีย แต่ความได้เปรียบด้าน Data Intelligence ระบบวิเคราะห์ข้อมูล และเครือข่ายดาวเทียมอย่าง Starlink ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
อีกหนึ่งลักษณะสำคัญของการแข่งขันด้าน AI ทางทหาร คือพฤติกรรมการใช้จ่ายของภาครัฐที่มีลักษณะ Price Insensitivity หรือไม่อ่อนไหวต่อราคา เนื่องจากเมื่อรัฐบาลต้องการสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคง ความเร็วในการเข้าถึงเทคโนโลยีและความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์มักมีความสำคัญมากกว่าต้นทุน
สิ่งนี้นำไปสู่การแข่งขันแย่งชิงเทคโนโลยี ทรัพยากร และกำลังการผลิตระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนทั่วโลก
ในอีกด้านหนึ่ง หน่วยงานด้านความมั่นคงจำนวนมากเริ่มพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) มากขึ้น เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าศักยภาพของภาครัฐ
ส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อเข้าถึงระบบ AI คลาวด์คอมพิวติ้ง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากบริษัทเอกชน ซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติในยุคปัจจุบัน
AI War ศึกชิงDataที่สำคัญกว่าน้ำมัน จาก Data Center สู่ AI Factory ฐานอำนาจใหม่ของศตวรรษ 21
ในยุค AI “ข้อมูล” กำลังกลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะ AI ไม่สามารถเรียนรู้หรือพัฒนาได้หากขาดข้อมูลจำนวนมหาศาลสำหรับฝึกฝนระบบ
ยิ่งประเทศใดมีข้อมูลมาก มีพลังประมวลผลสูง และมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ประเทศนั้นก็ยิ่งมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง
ด้วยเหตุนี้ Data Center จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดเก็บข้อมูลอีกต่อไป แต่กำลังถูกยกระดับเป็น “AI Factory” หรือโรงงานผลิตปัญญาประดิษฐ์ ที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูล ฝึกโมเดล AI และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่
การแข่งขันด้าน AI ในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการแย่งชิงข้อมูล แต่เป็นการแข่งขันเพื่อเข้าถึงพลังงาน ชิปประมวลผล และทรัพยากรสำคัญที่จำเป็นต่อการพัฒนา AI
ทองแดง ทรัพยากรเงียบที่กำลังถูกแย่งชิงในยุค AI
เบื้องหลังการเติบโตของ AI ยังมีต้นทุนด้านทรัพยากรและพลังงานที่ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะ “ทองแดง” (Copper) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของ Data Center ระบบสายส่งไฟฟ้า ชิปประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
การเติบโตของ Data Center ทั่วโลก ประกอบกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ทำให้ความต้องการทองแดงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลายสำนักวิเคราะห์ประเมินว่า ความต้องการทองแดงอาจเติบโตเร็วกว่ากำลังการผลิตในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า ส่งผลให้ตลาดมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Super Cycle หรือช่วงที่อุปสงค์เติบโตเร็วกว่ากำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง
ในมุมเศรษฐกิจมหภาค การแข่งขันด้าน AI จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่กำลังขยายไปสู่การแข่งขันเพื่อเข้าถึงทรัพยากรสำคัญเช่นเดียวกับที่โลกเคยแข่งขันเพื่อแย่งชิงแหล่งน้ำมันในอดีต
ปัจจุบันหลายประเทศเร่งลงทุนในเหมืองทองแดง เหมืองลิเทียม และแร่หายาก (Rare Earth) เพื่อรองรับเศรษฐกิจ AI และพลังงานสะอาด พร้อมยกระดับทรัพยากรเหล่านี้ให้เป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงของชาติ
จากสงครามน้ำมัน สู่สงครามข้อมูล และสงครามทรัพยากร
นายบุรินทร์มองว่า AI Geopolitics กำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกอย่างสิ้นเชิง
หากในอดีตประเทศที่มีน้ำมันมากคือผู้มีอำนาจ ในอนาคตประเทศที่เข้าถึงข้อมูล พลังงานสะอาด ชิปประมวลผล และทรัพยากรสำคัญได้อย่างมั่นคง อาจกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
นอกจากนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยังต้องใช้เงินทุนมหาศาล โดยมีมูลค่ารวมทั่วโลกสูงกว่าปีละ 6 แสนล้านดอลลาร์
การเร่งลงทุนดังกล่าวกำลังก่อให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงเงินทุนในตลาดโลก และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง กระทบต่อต้นทุนทางการเงินและการลงทุนของภาคธุรกิจทั่วโลก
ไทยได้รับผลกระทบอย่างไร
แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ของโลก แต่การแข่งขันด้าน AI และการขยายตัวของ Data Center ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยผ่านต้นทุนการลงทุนที่สูงขึ้น
ทั้งระบบไฟฟ้า อุปกรณ์เครือข่ายดิจิทัล วัสดุก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ล้วนมีทองแดงเป็นส่วนประกอบสำคัญ
หากราคาทองแดงในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนการพัฒนา Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทยก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีในภูมิภาค หากสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูงได้สำเร็จ
ไทยอยู่ตรงไหนในแผนที่ AI โลก
ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ ไทยอาจไม่ได้เป็นผู้พัฒนาโมเดล AI ระดับโลกเหมือนสหรัฐฯ หรือจีน
แต่ไทยกำลังมีบทบาทสำคัญในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของอาเซียน ด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ระบบสื่อสาร และความต้องการใช้งานดิจิทัลที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเริ่มเข้ามาลงทุน Data Center ในประเทศไทยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายบุรินทร์ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันไทยยังอยู่ในบทบาท “ผู้ให้บริการพื้นที่” มากกว่าการเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มจาก AI
“ปัจจุบันไทยได้รับประโยชน์หลักจากการขายหรือให้เช่าที่ดิน ตลอดจนการใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้อง”
ขณะที่ข้อมูล เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นส่วนที่สร้างมูลค่าสูงที่สุดของห่วงโซ่ AI ยังคงอยู่ในมือของต่างชาติเป็นส่วนใหญ่
Data Center ในไทย กับ AI Geopolitics
เหตุผลที่การลงทุน Data Center ถูกเชื่อมโยงกับ AI Geopolitics เพราะ Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจ AI
ประเทศที่สามารถดึงดูด Data Center ได้มาก ย่อมมีโอกาสดึงดูดผู้ให้บริการคลาวด์ นักพัฒนา AI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงให้เข้ามาลงทุนตามมา
ในอีกมุมหนึ่ง Data Center ยังเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคง ทำให้หลายประเทศยกระดับ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญระดับชาติ
โอกาสมหาศาล แต่มีต้นทุนที่ไทยต้องจ่าย
แม้การลงทุน Data Center จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
นายบุรินทร์ระบุว่า Data Center ขนาดใหญ่ต้องใช้พลังงานตลอด 24 ชั่วโมง และต้องการระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูง ขณะที่นักลงทุนระดับโลกจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน
สิ่งนี้กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทย เพราะหากไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดหรือปรับปรุงกฎระเบียบด้านพลังงานได้ทัน อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่
ไทยควรวางหมากอย่างไรในยุค AI Geopolitics
นายบุรินทร์มองว่า ประเทศไทยควรรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่เลือกข้างมหาอำนาจอย่างชัดเจน แต่ต้องเร่งสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของตนเองควบคู่กันไป
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดึงดูด Data Center ให้เข้ามาตั้งในประเทศ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศ AI ของไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบุคลากร การสร้างสตาร์ทอัพด้าน AI การสนับสนุนอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง และการปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน
เพราะหากไทยเป็นเพียงสถานที่ตั้ง Data Center ประเทศอาจได้รับผลตอบแทนเพียงบางส่วนของห่วงโซ่มูลค่า แต่หากสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ จะมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจมหาศาลในระยะยาว
“AI Geopolitics” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
การลงทุน Data Center ที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงข่าวการลงทุนด้านเทคโนโลยี หากแต่สะท้อนถึงการจัดวางตำแหน่งของไทยในแผนที่เศรษฐกิจดิจิทัลโลก
คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยจะมี Data Center กี่แห่ง”
แต่คือ “ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้พื้นที่ลงทุน ไปสู่ผู้สร้างมูลค่าและเจ้าของนวัตกรรม AI ได้หรือไม่”
เพราะคำตอบของโจทย์นี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า ไทยจะก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญ หรือเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ในยุค AI Geopolitics
