Onlinenewstime.com : 24 องค์กรสาธารณสุข ร่วมผลักดันการใช้ยาอย่างสมเหตุผล พร้อมส่งเสริม ธรรมาภิบาลในระบบยา นำเกณฑ์จริยธรรมมาใช้ ในการส่งเสริมการขายยา เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็น ประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุผล หรือ RDU Country ในปี 2565
ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล เปิดเผยว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายเป็นประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Rational Drug Use หรือ RDU country) ภายในพ.ศ. 2565 องค์กรภาคี 24 องค์กรที่ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง เรื่องการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในระบบยา ได้ร่วมประชุมในหัวข้อ “ธรรมาภิบาลในระบบยา: ความก้าวหน้าเพื่อการร่วมมือสู่สากล”

เพื่อระดมความคิดเห็น ในการยกระดับประสิทธิภาพการจัดการระบบสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วย มีความปลอดภัยในการใช้ยา และใช้ยาเท่าที่จำเป็น ลดความสูญเสียจากการดื้อยาหรือเสียชีวิต ขณะเดียวกัน บุคลากรทางการแพทย์ จะใช้ยาที่สอดคล้องกับผู้รับบริการมากขึ้น และโรงพยาบาลจะมีการบริหารค่าใช้จ่าย ในการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมต่อเศรษฐกิจและประเทศ
“การใช้ยาไม่สมเหตุผล และการใช้ยาในอัตราส่วนที่ไม่เหมาะสม ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ เราต้องการกระตุ้นจิตสำนึกให้คนไทยทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนของการผลิตยา บริหารยา หรือใช้ยา มีความตระหนักถึงการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ปลอดภัยในการใช้ยา
เราเริ่มด้วยจริยธรรม โดยการนำเกณฑ์จริยธรรมมาใช้ ในการซื้อขายยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งมีการประกาศใช้ในโรงพยาบาล การนำมาใช้ในระบบการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลในการใช้ยา ทั้งในสถานพยาบาลและนอกสถานพยาบาล เช่น ร้านขายยา
ณ วันนี้ กระบวนการที่เราทำ มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความยั่งยืน เราเน้นไปที่เรื่องของการตระหนักรู้ การสร้างจิตสำนึกในการใช้ยาให้สมเหตุผล ผมเชื่อว่า ทั้งหมดนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความยั่งยืน”
ดร.ภญ.บุษกร เลิศวัฒนสิวลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือพรีม่า (PReMA) กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส นับเป็นสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ภายใต้ความร่วมมือของคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมกับสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ และสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน (TPMA)

ได้ดำเนินการ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเกณฑ์จริยธรรม ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องการสร้างธรรมาภิบาลในระบบยาของ 24 องค์กรหลัก โดยภาคอุตสาหกรรมได้ประกอบธุรกิจ ตามหลักเกณฑ์จริยธรรมแบบควบคุมตนเองมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรีม่าได้มีการพัฒนาและปรับปรุงเกณฑ์จริยธรรมมาโดยตลอด จนถึงปีปัจจุบันนับเป็นฉบับที่ 12 ควบคู่กับการจัดอบรมและรับรองพนักงานของผู้ประกอบการ อย่างเป็นระบบตามเกณฑ์จริยธรรมของสมาคม รวมถึงได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมกิจกรรมระดับนานาชาติ เช่น APEC Business Ethics for SMEs Forum มาอย่างต่อเนื่องทุกปี
“สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือโดยมีการเซ็น MOU ของทุกภาคส่วนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีรูปธรรม ความเชื่อมโยงต่อเนื่อง ที่จะมีแนวปฎิบัติด้านธรรมาภิบาลร่วมกัน ตั้งแต่ต้นน้ำคือผู้คิดค้นยา ผลิตยา ผู้ให้ข้อมูลทางด้านยา สู่ บุคคลากรทางการแพทย์ ไปสู่ ผู้บริโภค ผู้ป่วย เพื่อคุณภาพการรักษาที่ถูกต้อง และได้รับความเชื่อมั่น เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง
และประเทศไทยภายใต้การมุ่งสู่ RDU country อันจะก่อให้เกิดผลที่ดีอย่างยิ่ง ต่อทั้งระบบสาธารณสุขโดยรวม และเพิ่มเศรษฐกิจของประเทศ การประชุม “ธรรมาภิบาลในระบบยา: ความก้าวหน้าเพื่อการร่วมมือสู่สากล” ครั้งนี้มีการนำเสนอกรณีศึกษาจากหลายประเทศ อาทิ แคนาดา ออสเตรเลีย ชิลี เม็กซิโก ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ จีน และเวียดนาม ซึ่งแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลง ในระบบสาธารณสุข และตอกย้ำให้เห็นว่า เกณฑ์จริยธรรมเป็นกลไกสำคัญ ในการพัฒนาได้อย่างเห็นผล รวมทั้งการนำระบบให้คำแนะนำ (Consultation) มาใช้แทนการร้องเรียน (Complain) และการวางกรอบด้านธรรมาภิบาลที่ชัดเจน เพื่อปรับใช้และทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน”

ด้านนายแอนดรูว์ เบลซี เลขาธิการฝ่ายวิชาการ ด้านการส่งเสริมจริยธรรมธุรกิจ สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในกลุ่มเอเปค กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในระบบสุขภาพในการดำเนินการด้านจริยธรรมทางธุรกิจ เพราะการขาดจริยธรรมทางธุรกิจ เป็นสิ่งที่บั่นทอนความไว้วางใจของผู้ป่วย
ทำให้การแข่งขันไม่เท่าเทียม ปิดกั้นโอกาสการสร้างนวัตกรรมและการลงทุน ภาคส่วนต่าง ๆ ในระบบสาธารณสุขแตกแยกกัน และมีมาตรฐานการทำงานไม่สอดคล้องกัน ส่งผลต่อเนื่องถึงปริมาณการค้า ต้นทุนของธุรกิจ และความเสี่ยงด้านกฎหมาย จึงต้องมีโมเดลระดับภูมิภาค มาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยากลุ่มชีวเภสัชภัณฑ์ (biopharmaceutical) ในสามด้านหลัก คือ การวางแนวปฏิบัติที่ดี เพิ่มขีดความสามารถ และการติดตามผล
สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการลงนามข้อตกลง ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ สนับสนุนกิจกรรมที่ส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล และดำเนินตามมาตรการริเริ่มของเอเปค จึงมีศักยภาพในการเป็นผู้นำ ขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าในภูมิภาค โดยเป็นโมเดลตัวอย่าง ที่อาจนำไปสู่การหากรอบฉันทามติ สำหรับการทำงานร่วมกันด้านธรรมาภิบาลในประเทศ เพื่อผลักดันสู่ระดับสากลต่อไป
เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในระบบยา
ในพ.ศ. 2558 มีการลงนามบันทึกข้อตกลงเรื่องการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในระบบยาเป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดย 24 องค์กรในระบบสาธารณสุข ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข แพทยสภา ทันตแพทยสภา สัตวแพทยสภา สภาเภสัชกรรม สภาการพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย
องค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการอำนวยศูนย์ประสานงานการศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย เครือข่ายกลุ่มสถาบันการศึกษาพยาบาลแห่งประเทศไทย กรมแพทย์ทหารบก กรมแพทย์ทหารเรือ กรมแพทย์ทหารอากาศ สำนักงานแพทย์ใหญ่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) สมาคมโรงพยาบาลเอกชน องค์การเภสัชกรรม สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน สมาคมธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาไปสู่การปฏิบัติจริง ด้วยการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในระบบยาร่วมกัน
