Onlinenewstime.com : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน (มรพ.) จัดโครงการ “เรียนรู้เพื่อเท่าทันการพนันและสารพันเรื่องเสี่ยง” กับกลุ่มนักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และเครือข่ายครู ระหว่างเดือนธันวาคม 2562 – กุมภาพันธ์ 2563
เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเด็ก เยาวชน ครู และอาสาสมัครของสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (บพ.) จากสถานการณ์การพนัน ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพราะผู้เล่นเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา มีทั้งเว็บพนันและแอพพลิเคชั่นพนันหลากหลายประเภท ใช้กลยุทธ์การตลาดทุกรูปแบบเจาะกลุ่มนักพนันหน้าใหม่ ชักจูงให้เด็กและเยาวชนติดกับดักการพนันโดยไม่รู้ตัว


ผลสำรวจสถานการณ์การพนัน ในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเครือข่ายองค์กรด้านเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ พ.ศ. 2562 พบว่า ร้อยละ 42.38 ของเด็กและเยาวชนเข้าสู่วงจรการเป็นนักพนันหน้าใหม่ โดยการพนันออนไลน์ มีอิทธิพลอย่างมากในการชักจูงให้ตัดสินใจเล่น ซึ่งเครือข่ายฯ พบว่าปัจจุบันมีเว็บพนันมากกว่า 2 แสนเว็บไซต์ เปิดให้สมัครเข้าเล่นพนันได้ โดยไม่สนใจว่าผู้เล่นจะเป็นเด็กและเยาวชนหรือไม่ ขอเพียงมีบัญชีธนาคารเท่านั้น
และส่วนใหญ่แฝงการโฆษณา มาในเว็บดูหนังฟังเพลงที่เด็กและเยาวชนชอบเปิดรับ การพนันที่นิยมเล่นเป็นอันดับแรกคือ ไพ่ประเภทต่างๆ รองลงมาคือเกม, สลอตแมชชีน และอันดับที่สามคือการพนันทายผลฟุตบอลหรือกีฬาต่างๆ
เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือเด็กเริ่มเล่นการพนันครั้งแรก อายุต่ำสุดอยู่ที่ 7 ขวบ โดยผู้ปกครองและผู้ใหญ่รอบตัว มีส่วนในการปลูกฝังให้เด็กรู้สึกว่าการพนันเป็นเรื่องปกติ จากการสร้างค่านิยมว่าเด็กเป็นตัวนำโชค
นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวถึงเป้าหมายของโครงการความร่วมมือระหว่าง สสส. มรพ. และ บพ. ว่า “ธุรกิจการพนันในยุคดิจิทัลมีพัฒนาการมากขึ้น มีกระบวนการทางการตลาดที่แข็งแรง มีโฆษณาและวิธีการหลอกล่อกลุ่มเป้าหมาย ให้ติดกับดักมากขึ้น เช่น ให้เล่นก่อนจ่ายที่หลัง มีรางวัลใหญ่ล่อใจ ว่าจ้างให้วัยรุ่น ดารา และผู้มีบทบาทในการโน้มน้าวทางความคิดหรือ Influencer รีวิวและบอกต่อกันว่าเล่นง่าย จ่ายจริง จ่ายไว
และที่สำคัญมาในรูปแบบเป็นเกม ให้ผู้เล่นรู้สึกสนุกเหมือนไม่ได้เล่นพนัน แต่นั่นคือการเล่นพนัน ซึ่งอยู่ใกล้ตัวมาก การห้ามปรามไม่ให้เล่นเป็นเรื่องยาก เราคงสู้กับพวกธุรกิจการพนัน ที่มีทั้งเงินทุนมหาศาลและมีกลยุทธ์ทางการตลาดมากมาย ในการชักจูงนักพนันหน้าใหม่ไม่ไหว แต่การเติมความรู้และพัฒนาศักยภาพครูเพื่อไปส่งต่อให้กับเด็กและเยาวชนต่างหากที่สำคัญ เราต้องสู้ด้วยความรู้ ให้เด็ก-เยาวชนมีภูมิรู้เท่าทันการพนัน
เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่ไม่ติดพนัน และเครือข่ายครูยังสามารถส่งเสียงให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาควบคุมดูแล วางมาตรการป้องกันและแก้ไขอย่างจริงจังและรอบคอบที่สุด ไม่ให้มีการเพิ่มรูปแบบการพนันต่างๆ เข้ามาในสังคมมากขึ้นอีก”
เครือข่ายครูและอาสาสมัครของสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์ฯ ที่เข้าร่วมโครงการนี้ เห็นประโยชน์ในการนำองค์ความรู้ เพื่อเท่าทันการพนันไปบูรณาการในพื้นที่ของตนเอง ทั้งในระดับโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน โดย นส.วรัทยา ธนาสินอังกูร ครูระดับประถมศึกษา โรงเรียนวัดคุณหญิงส้มจีน จ.ปทุมธานี เครือข่ายครูภาคกลาง กล่าวว่า “หลายคนคิดว่าการพนันเป็นเรื่องปกติ เช่น กลุ่มวัยรุ่น ที่ขาดโอกาสทางการศึกษาในชุมชนละแวกโรงเรียน จะเข้าถึงการพนันได้ง่าย และคิดว่าเป็นช่องทางหาเงินได้ง่าย ในขณะที่ผู้ปกครองก็จะให้เด็กมาเป็นตัวนำโชค ในการทายผลหรือเสี่ยงดวงในการพนัน
จึงทำให้เด็กเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติไปด้วย ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เราเป็นครูก็จะไปส่งต่อความรู้ ด้วยการจัดประชุมเครือข่ายครูในระดับการศึกษาและในพื้นที่ เพื่อร่วมกันวางมาตรการป้องกันการพนันในชุมชน ด้วยการจัดกิจกรรมหรือจัดบอร์ดให้ความรู้แก่เด็กและผู้ปกครอง เพื่อให้รู้เท่าทันการพนันมากขึ้น เห็นถึงโทษของการพนันว่ามันมีแต่เสียกับเสีย ส่วนใหญ่ที่ได้กันนั้นมันคือกับดักที่ล่อลวงเราให้เข้าไปติด”
ด้าน นส.พนิดา แก้วมาลา ครูระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเทิงวิทยาคม จ.เชียงราย เครือข่ายครูภาคเหนือ กล่าวว่า“การพนันมีผลกระทบต่อเด็กแน่นอน โดยเฉพาะในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อจากมัธยมปลายไปเข้ามหาวิทยาลัย เราอยากให้เด็กเรียนดี สอบเข้าได้ แต่การที่เด็กมาติดเกมออนไลน์ ไม่มีสมาธิเรียนหนังสือก็เป็นเรื่องที่โรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ
ครูจะนำความรู้ที่ได้รับจากโครงการนี้ ไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการแยกแยะ วิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กที่มีผลการเรียนไม่ดี ขาดเรียนบ่อยว่าเข้าข่ายติดพนันไหม จากนั้นจะหามาตรการในการช่วยเหลือ และแก้ไขให้เขาก้าวพ้นจากความเสี่ยงนั้น อีกส่วนจะทำเชิงป้องกัน คือจัดการเรียนการสอน ที่สอดแทรกเรื่องการรู้เท่าทันการพนัน เพื่อป้องกันไม่ให้หลงไปติดกับดักการพนันต่างๆ”
นางกรองทอง กิจวิบูลย์ ข้าราชการบำนาญครู โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ. นครศรีธรรมราช เครือข่ายครูภาคใต้ ให้ความเห็นว่า “เดี๋ยวนี้การพนันเข้าถึงเด็กได้ง่ายขึ้น พ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยมือถือ กว่าจะรู้ว่าเด็กติดเกม ติดพนัน อาจจะสายเกินแก้ แม้เราจะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ก็มีชมรมครู ที่จะสามารถเข้าไปเชื่อมโยงการสื่อสารรณรงค์เรื่องพนันได้ หรือเชื่อมประสานกับโครงการแผนที่สุขภาพของภาคใต้ ที่ได้รับทุนจาก สสส. เช่นกัน เพื่อสอดแทรกประเด็นการพนันเข้าไปด้วย”
นางปิยะมาศ เจริญวงศานนท์ ประธานฝ่ายโปรแกรม สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทยฯ (บพ.) และผู้ประสานงานโครงการ “เรียนรู้เพื่อเท่าทันการพนันและสารพันเรื่องเสี่ยง” กล่าวถึงการเตรียมขยายผลโครงการนี้ว่า “บพ. มีสมาชิกมากกว่า 100 โรงเรียนทั่วทุกภูมิภาค คณะกรรมการสมาคมฯ มีการบริหารงานผ่านคณะกรรมการจังหวัด ซึ่งมีศักยภาพ ในการนำประเด็นลดปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาการพนันไปดำเนินการในพื้นที่ต่างๆ เพื่อร่วมช่วยกันสร้างเกราะป้องกันปัญหาการพนัน ทั้งในระดับโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนให้เป็นรูปธรรมต่อไป”
