fbpx
Breaking News

ในยุคเทคโนโลยี 4IR ครองโลก ผู้บริโภคต้องการความไว้วางใจ-การควบคุมความเป็นส่วนตัว

Onlinenewstime.com : PwC เผยรายงานล่าสุดพบ ผู้บริโภคทั่วโลก แห่ใช้งานเทคโนโลยี ที่ช่วยขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ชี้ 90% มีการใช้งานเทคโนโลยีโฟร์ไออาร์แล้วอย่างน้อย 1 ประเภท และส่วนใหญ่ยังยินดีที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัว หากได้รับประโยชน์

ขณะที่คนเอเชียกลัวเสี่ยงตกงาน เพราะเทคโนโลยีสูงกว่าภูมิภาคอื่น แนะธุรกิจเร่งยกระดับทักษะแรงงาน และมีมาตรการป้องกันความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อสร้างความไว้วางใจ และการควบคุมความเป็นส่วนตัวที่ผู้บริโภคต้องการ

นางสาว วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานธุรกิจที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึง รายงาน Are we ready for the Fourth Industrial Revolution? ของ PwC ที่ทำการสำรวจผู้บริโภคจำนวน 6,000 คนและผู้บริหารอีก 1,800 คนใน 6 ประเทศทั่วโลก เพื่อทำความเข้าใจถึงความรู้สึก ที่ผู้บริโภคมีต่อเทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Fourth Industrial Revolution technologies) หรือ เทคโนโลยีโฟร์ไออาร์ (4IR technologies) รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวัน และชีวิตการทำงาน โดยเทคโนโลยีที่ถูกใช้ในการสำรวจครั้งนี้ หมายรวมถึง ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) IoT บล็อกเชน การพิมพ์แบบ 3 มิติ และอื่น ๆ

PwC พบว่า ผู้บริโภคกำลังใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้* [i]และตระหนักดีถึงข้อดีในเรื่องของการประหยัดเวลาและการปรับปรุงการผลิต อย่างไรก็ดี พวกเขายังคงมีความกังวล เกี่ยวกับประเด็นสำคัญอื่น ๆ เช่น ความไว้วางใจ ที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อการใช้งานของเทคโนโลยีโดยรวม และความสำเร็จของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

สร้างสมดุลระหว่างความสะดวกสบายและความไว้วางใจ

รายงานระบุว่า ในขณะที่ผู้บริโภคชื่นชอบความสะดวกสบาย ที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ นำมาให้ แต่ยังไม่มั่นใจในเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล โดย PwC พบว่า ผู้ถูกสำรวจทั่วทุกตลาด เห็นตรงกันในประเด็นนี้ โดยประเทศอย่างเกาหลีใต้ (74%) อินเดีย (70%) สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐประชาชนจีน (เท่ากันที่ 69%) จัดอันดับให้ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และความปลอดภัยเป็นความกังวลอันดับแรก ตามด้วยสหราชอาณาจักร และเยอรมนี ที่แสดงความกังวลน้อยกว่าเพียงเล็กน้อยที่ 66% และ 58% ตามลำดับ

ในทางตรงกันข้าม เกาหลีใต้ (51%) ยังถือเป็นตลาดที่มีแนวโน้ม ที่จะใช้ผลิตภัณฑ์และบริการจากเทคโนโลยีโฟร์ไออาร์ เพื่อเข้าถึงหรือจัดเก็บข้อมูลทางการเงินของตนมากที่สุด เปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา (35%) สหราชอาณาจักร (24%) และเยอรมนี (20%) นอกจากนี้ เกาหลีใต้ (64%) สหรัฐอเมริกา และอินเดีย (เท่ากันที่ 62%) ก็เป็นตลาดที่มีแนวโน้ม ที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านสุขภาพ เพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น หรือปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เมื่อให้ผู้ถูกสำรวจ ระบุถึงลำดับความสำคัญ ของการลงทุนในเทคโนโลยีโฟร์ไออาร์ 3 อันดับแรกพบว่า มีเพียง 40% ของผู้นำธุรกิจ ที่พูดถึงการแจ้งเตือนให้ผู้บริโภคทราบถึงการรั่วไหลของข้อมูล แม้ว่าผู้บริโภคจะจัดให้การแจ้งเตือนให้ทราบถึงการรั่วไหลของข้อมูล มีความสำคัญสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในการเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้เทคโนโลยีโฟร์ไออาร์ก็ตาม

ขับเคลื่อนการปฏิรูปกำลังแรงงานในยุคโฟร์ไออาร์ เรื่องที่ต้องมองให้ไกลกว่าเทคโนโลยี

รายงานระบุว่า ทั้งนายจ้างและผู้บริโภคเห็นพ้องกัน ในเรื่องของผลกระทบเชิงบวก ของการประยุต์ใช้เทคโนโลยีโฟร์ไออาร์ในสถานที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำจัดงานที่น่าเบื่อ และปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน นอกจากนี้ 59% ของผู้บริโภคกล่าวว่า เทคโนโลยีโฟร์ไออาร์ ยังช่วยให้พวกเขาสามารถหาสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัว และชีวิตการทำงานได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ผู้นำธุรกิจและผู้บริโภค มีความเห็นที่แตกต่างกัน ในประเด็นผลกระทบของเทคโนโลยีโฟร์ไออาร์ ที่มีต่อแนวโน้มการจ้างงานโดยผู้นำธุรกิจ (69%) เห็นว่า เทคโนโลยีโฟร์ไออาร์ เป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดการสร้างงาน ในขณะที่ผู้บริโภค (45%) กลับมองว่า เทคโนโลยีโฟร์ไออาร์ เป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อความมั่นคงในอาชีพ

ซึ่งเมื่อพิจารณาประเด็นนี้ มุมมองในระดับโลกพบว่า ความกังวลต่อความมั่นคงในอาชีพ ของผู้ถูกสำรวจในเอเชียยังอยู่ในระดับสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ โดยอินเดีย (73%) เกาหลีใต้ (57%) และสาธารณรัฐประชาชนจีน (52%) มีผู้ถูกสำรวจ ที่แสดงความกังวลนี้เป็นส่วนใหญ่ เปรียบเทียบกับสหราชอาณาจักร (44%) สหรัฐอเมริกา (37%) และเยอรมนี (33%) 

ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ว่าเป็นมากกว่าเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นการปฏิวัติวิธีการทำงาน และการใช้ชีวิตของพวกเรา ซึ่งความท้าทายของผู้นำธุรกิจ อยู่ที่ความไม่เชื่อมโยงกันที่เห็นได้ชัด ระหว่างลำดับความสำคัญของผู้นำองค์กร และลำดับความสำคัญของพนักงานเมื่อพูดถึงผลกระทบของการลงทุนด้านเทคโนโลยีโฟร์ไออาร์ในสถานที่ทำงาน

โดยในมุมมองของพนักงานนั้น เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผู้นำธุรกิจต้องสร้างกลไกที่เหมาะสมให้พวกเขา สามารถแลกเปลี่ยนความกังวล เกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่องานได้

นาย สตีฟ พิลส์แบรี ผู้นำสายงานด้านการปฏิบัติงานดิจิทัล PwC ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “ในขณะที่ผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ และนวัตกรรมดิจิทัล ยังถูกผลิตออกสู่ตลาด และเข้าสู่สถานที่ทำงานอย่างไม่ขาดสาย ผู้นำธุรกิจต้องยึดมั่นในการประยุต์ใช้แนวทางที่โปร่งใส และอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ในการยกระดับทักษะขององค์กร โดยมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน ทั้งในมุมของธุรกิจ และประโยชน์ที่แรงงานมนุษย์จะได้รับ เมื่อนำเทคโนโลยีโฟร์ไออาร์มาใช้”

“นี่ยังขึ้นอยู่กับนายจ้าง ที่จะต้องเตรียมความพร้อมให้กับกำลังแรงงาน ด้วยการจัดให้มีการเรียนรู้แบบส่วนบุคคล และส่งเสริมการประยุกต์ใช้ทักษะใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโฟร์ไออาร์ ทั้งในเชิงธุรกิจและเชิงขั้นพื้นฐาน”

นางสาว วิไลพร กล่าวเสริมว่า “โอกาสของเทคโนโลยีโฟร์ไออาร์ในไทยจะยังมีอีกมาก เพราะการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมทั้งนวัตกรรมใหม่ ๆ กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จากผู้ประกอบการ ซึ่งเทคโนโลยีที่เราเห็นองค์กรส่วนใหญ่นำมาใช้ค่อนข้างแพร่หลายแล้ว ได้แก่ เอไอ ระบบอัตโนมัติ หรือ การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง

อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญของไทยในเวลานี้ คือ การยกระดับทักษะแรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ธุรกิจไทยต้องเร่งจัดการ เพราะคนส่วนใหญ่ยังกังวลว่า เทคโนโลยีจะเข้ามาแย่งงาน มากกว่าช่วยงานในอนาคต นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญ กับการวางระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลด้วย เพื่อเป็นการสร้างความไว้วางใจและภาพลักษณ์ที่ดีให้เกิดขึ้นกับองค์กร”


[1] เทคโนโลยีทีช่วยขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่รายงานระบุถึง ประกอบด้วย ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเป็นจริงเสริม (AR) บล็อกเชน โดรน อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) หุ่นยนต์ ความเป็นจริงเสมือน (VR) และการพิมพ์แบบ 3 มิติ

Chinese (Simplified)EnglishThai
error: Content is protected !!