Onlinenewstime.com : ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น น้ำท่วมที่เกิดถี่ขึ้น และภัยพิบัติที่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติในหลายมุมโลก รายงานฉบับใหม่ของ UNEP ส่งสารสำคัญว่า มนุษยชาติยังไม่หมดโอกาสหยุดยั้งวิกฤตภูมิอากาศ แม้โลกกำลังมุ่งสู่การร้อนเกิน 1.5°C แต่หากทุกประเทศร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังในทศวรรษนี้ ก็ยังมีความหวังที่จะพาอุณหภูมิโลกกลับสู่ระดับปลอดภัยได้ภายในสิ้นศตวรรษ
โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เปิดเผยรายงาน Emissions Gap Report 2026: The Point of Return ชี้โลกยังมีโอกาสจำกัดภาวะโลกร้อนและลดอุณหภูมิกลับสู่ระดับ 1.5°C ภายในสิ้นศตวรรษ แต่ต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก 18% ภายในปี 2030 และ 45% ภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับปี 2025 พร้อมขยายพลังงานหมุนเวียนและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
รายงานระบุว่า เส้นทางที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและกลับสู่เป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส จำเป็นต้องทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 1.7–1.8 องศาเซลเซียสในช่วงกลางศตวรรษ ก่อนลดลงกลับสู่ระดับเป้าหมายภายในสิ้นศตวรรษ โดยมีโอกาสประมาณ 50%
เร่งลดการปล่อยก๊าซ 18% ในปี 2030 และ 45% ในปี 2035
UNEP ประเมินว่า หากโลกต้องการเดินตามเส้นทางดังกล่าว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกจะต้องลดลงอย่างน้อย 18% ภายในปี 2030 ลดลง 45% ภายในปี 2035 และลดลง 69% ภายในปี 2040 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยในปี 2025
ขณะที่ หากทุกประเทศดำเนินการตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เสนอไว้ภายใต้ความตกลงปารีส หรือ NDCs อย่างครบถ้วน คาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซได้เพียง 5–8% ภายในปี 2030 และ 11–15% ภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับปี 2025 สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการรักษาเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ
นโยบายปัจจุบันยังไม่เพียงพอ คาดโลกร้อนสูงสุด 2.8°C
รายงานประเมินว่า หากประเทศต่าง ๆ ยังคงใช้นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน อุณหภูมิโลกอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 2.8 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้ และอาจเพิ่มสูงขึ้นต่อไปหลังจากนั้น
แม้ทุกประเทศจะดำเนินการตามเป้าหมาย NDCs อย่างครบถ้วน และรักษาความพยายามในระดับใกล้เคียงกันต่อไป อุณหภูมิโลกก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 2.6 องศาเซลเซียส ส่วนกรณีที่มองในแง่ดีที่สุด โดยดำเนินการตาม NDCs พร้อมเป้าหมายเพิ่มเติมในการลดการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ อุณหภูมิโลกก็ยังอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 2.1 องศาเซลเซียส
ตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวสูงกว่ารายงานฉบับก่อนหน้า เนื่องจากการถอนตัวของสหรัฐอเมริกาจากความตกลงปารีสและการปรับประมาณการการปล่อยก๊าซในอดีต ขณะที่เป้าหมายลดก๊าซชุดใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ เสนอเพิ่มเติมยังส่งผลต่อการคาดการณ์โดยรวมค่อนข้างน้อย
พลังงานสะอาดเติบโต แต่ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านให้เร็วขึ้น
UNEP ระบุว่า นับตั้งแต่การรับรองความตกลงปารีส พลังงานหมุนเวียนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่การเติบโตของการใช้พลังงานจากถ่านหินและน้ำมันชะลอตัวกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซได้จริงในหลายประเทศและหลายภาคเศรษฐกิจ
ผลการประเมินนโยบายมากกว่า 220 กรณีพบว่า มาตรการในภาคการผลิตไฟฟ้าช่วยลดการปล่อยก๊าซได้เฉลี่ย 9% ส่วนเครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาษีคาร์บอน สามารถลดการปล่อยก๊าซได้ประมาณ 5–13% ในภาคส่วนที่ศึกษา
อย่างไรก็ตาม ผลสำเร็จเหล่านี้ยังจำกัดอยู่ในบางประเทศ บางภาคเศรษฐกิจ และบางช่วงเวลา จึงจำเป็นต้องขยายมาตรการที่ได้ผลให้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมดำเนินการอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
เพิ่มพลังงานหมุนเวียน ลดเชื้อเพลิงฟอสซิลและมีเทน
รายงานเสนอให้ประเทศต่าง ๆ เร่งดำเนินการตามข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซมีเทน และยุติการตัดไม้ทำลายป่า
สำหรับปี 2035 โลกจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างน้อย 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2025 และลดความเข้มข้นการใช้พลังงานขั้นต้นต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างน้อย 30% ส่วนเป้าหมายปี 2040 ต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างน้อย 4.5 เท่า และลดความเข้มข้นการใช้พลังงานดังกล่าวอย่างน้อย 40%
นอกจากนี้ การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั่วโลกจำเป็นต้องลดลงอย่างน้อย 75% ภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับปี 2025 และมุ่งยุติการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั่วโลกภายในปี 2040 ขณะที่การปล่อยก๊าซมีเทนต้องลดลงอย่างน้อย 25% ภายในปี 2035 และ 40% ภายในปี 2040 เมื่อเทียบกับปี 2025
การกลับสู่เป้าหมาย 1.5°C ยังต้องพึ่งพาการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ แม้โลกจะลดการปล่อยก๊าซได้อย่างรวดเร็ว ก็ยังจำเป็นต้องกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศและจัดเก็บไว้อย่างถาวรประมาณ 320,000 ล้านตันตลอดศตวรรษนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่พยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิให้น้อยที่สุดก่อนกลับสู่ระดับ 1.5 องศาเซลเซียส
ปริมาณดังกล่าวเทียบเท่ากับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกประมาณ 8 ปี ในระดับของปี 2024 อย่างไรก็ตาม การดำเนินการให้ได้ตามเป้าหมายยังมีความไม่แน่นอน ทั้งในด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และความสามารถในการขยายมาตรการให้เกิดผลในระดับโลก
UNEP จึงย้ำว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อจำกัดระดับความร้อนสูงสุด ลดระยะเวลาที่โลกมีอุณหภูมิเกินเป้าหมาย และรักษาความเป็นไปได้ที่จะกลับสู่ระดับ 1.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษ โดยรัฐบาลแต่ละประเทศจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการที่ชัดเจนและขยายผลให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ
