Onlinenewstime.com : ธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถในประเทศไทยเริ่มชะลอตัว แต่ศักยภาพในการเติบโตยังคงมีอยู่ สัญญาณในเชิงบวกเริ่มปรากฏ เช่น อัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ด้อยคุณภาพที่ลดลง ความสามารถในการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวลดลง แต่ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังคงไม่แน่นอน
ทริสเรทติ้งคาดว่าผลกำไรจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และฐานทุนที่เข้มแข็งจะช่วยลดทอนแรงกดดันที่มีต่ออันดับเครดิต
สินเชื่อเติบโตแบบชะลอตัว แต่ยังขยายตัวได้ในระยะยาว
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อจำนำทะเบียนรถมีการเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคโดยรวม (ซึ่งรวมถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรถยนต์)
โดย ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 (2Q68) สินเชื่อดังกล่าวมีสัดส่วนคิดเป็น 8.2% ของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคทั้งหมดจากสัดส่วน 3.8% ในปี 2563 เนื่องจากมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาในธุรกิจเพิ่มขึ้น รวมถึงอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และอัตรากำไรที่สูง
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่ปี 2567 และดำเนินต่อเนื่องจนถึงครึ่งแรกของปี 2568 โดยผู้ประกอบการที่อยู่ในฐานข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีสินเชื่อรวม 382 พันล้านบาท ณ สิ้น 2Q68
โดยเติบโตเพียง 1.9% จากสิ้นปี 2567 จากที่เคยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 36.9% ในปี 2565 เช่นเดียวกับสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวลดลงจากการที่ผู้ให้บริการสินเชื่อเพิ่มความระมัดระวังหลังจากที่หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นพร้อมกับหนี้ด้อยคุณภาพที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ในระยะยาว สินเชื่อจำนำทะเบียนรถโดยรวมยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อเทียบจำนวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ใช้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถกับจำนวนรถจดทะเบียนสะสม (Penetration Rate) ซึ่งในปัจจุบันมีรถจักรยานยนต์และรถยนต์จดทะเบียนสะสมรวมประมาณ 43 ล้านคันในปี 2567 แล้วยังถือว่าเป็นอัตราส่วนที่ต่ำเพียง 15.7% สำหรับรถจักรยานยนต์และ 6.2% สำหรับรถยนต์
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวในระยะใกล้น่าจะอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้ สำหรับปี 2568-2569 นั้น ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อโดยรวมน่าจะอยู่ที่ระดับเพียง 5%-10% เนื่องจากการฟื้นตัวที่เชื่องช้าของเศรษฐกิจ (ทริสเรทติ้ง
คาดการณ์การเติบโตของ GDP ว่าจะอยู่ที่ 2.1% ในปี 2568 และ 1.9% ในปี 2569) ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังและเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
กลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) ยังคงเป็นผู้นำตลาด
ผู้ประกอบการ 2 กลุ่มหลักคือกลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank Financial Institutions — NBFI) หรือ Non-bank ซึ่งรวมถึงบริษัทย่อยของธนาคารพาณิชย์ สินเชื่อส่วนใหญ่มาจากผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำตลาด 3 รายใหญ่ ได้แก่ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (TIDLOR) และ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SAWAD)
แม้ในปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการ Non-bank มีอัตราการเติบโตของสินเชื่อที่ลดลงอย่างมากจากความระมัดระวังเรื่องคุณภาพของสินทรัพย์และผลกระทบจากราคารถมือสองที่ปรับลดลงอย่างมาก ซึ่งส่งผลกดดันต่อมูลค่าหลักประกันและอัตราส่วนวงเงินสินเชื่อเมื่อเทียบกับมูลค่าหลักประกัน (LTV)
แต่ทริสเรทติ้งก็เชื่อว่าในระยะยาวผู้ให้สินเชื่อในกลุ่ม Non-bank จะยังคงเป็นผู้นำตลาด ทั้งนี้ เครือข่ายสาขาจำนวนมากซึ่งกระจายตัวครอบคลุมพื้นที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญของธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ซึ่งการเข้าถึงลูกค้าและการตรวจสอบหลักประกันยังคงต้องอาศัยผู้ปฏิบัติการ ยิ่งกว่านั้น การมีสาขาที่ไม่ไกลจากลูกค้ายังช่วยให้มีความสะดวกในการติดตามหนี้อีกด้วย
อัตราผลตอบแทนทรงตัว
อัตราผลตอบแทน (Yield) เฉลี่ยซึ่งถ่วงน้ำหนักด้วยขนาดของสินเชื่อโดยรวมทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 18% มาตั้งแต่ปี 2564 แม้จะลดลงจาก 21% ในปี 2563 หลังจากมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เพดานไม่เกิน 24% และการแข่งขันจากผู้ประกอบการรายใหม่ที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการบางรายได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาตำแหน่งทางการตลาด ในขณะที่บางรายมีการกระจายพอร์ตสินเชื่อไปสู่สินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า เช่น สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ (ดอกเบี้ย 36%) ทริสเรทติ้งคาดว่าแนวโน้มอัตราผลตอบแทนในช่วงปี 2568-2569 น่าจะยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับปัจจุบันเนื่องจากแรงกดดันจากการแข่งขันที่ลดลงจากการที่ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นและการขยายสาขาที่ชะลอตัวลง
แนวโน้มต้นทุนทางการเงินลดลงตามภาวะดอกเบี้ย
ต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) เฉลี่ยซึ่งถ่วงน้ำหนักด้วยหนี้สินโดยรวมของผู้ประกอบการปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.2% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 (1H68) จากระดับต่ำสุดที่ 3.1% ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย (Spread) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 13.7% จากระดับประมาณ 14%-15% ในระหว่างปี 2564-2567 การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจำนวน 3 ครั้งในปีนี้มีผลทำให้ต้นทุนทางการเงินของหลายบริษัททยอยลดลงตามการปรับลดดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ MLR ของธนาคารและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล
ซึ่งแนวโน้มต้นทุนทางการเงินในส่วนที่เหลือของปี 2568 และในปี 2569 น่าจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง (ทริสเรทติ้งคาดว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในปีนี้) ซึ่งน่าจะช่วยให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยปรับกลับมาอยู่ที่ระดับ 14%-15% ได้
สัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังคงจำกัด
ธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่ชะลอตัวลงพร้อมทั้งค่าติดตามทวงถามหนี้และดอกเบี้ยปรับที่ถูกจำกัด ส่งผลทำให้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยต่อรายได้รวมปรับตัวลดลง ซึ่งกรณีดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการเริ่มกระจายรายได้ไปยังธุรกิจนายหน้าประกันรถยนต์มากขึ้น
ซึ่งที่ผ่านมามีเพียง TIDLOR เท่านั้นที่สามารถสร้างรายได้จากธุรกิจประกันได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย TIDLOR มีช่องทางการขายประกันของกลุ่มบริษัทผ่านช่องทางแบบดั้งเดิม โดยผ่านเครือข่ายสาขาของ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) (NTL) ภายใต้แบรนด์ “Shield Insurance” (หรือ “ประกันติดโล่”) และช่องทางการขายสินค้าหรือบริการผ่านการติดต่อทางโทรศัพท์ (Telesales) นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังมีแพลตฟอร์ม Insurtech ภายใต้แบรนด์ “heygoody” และ “Areegator” อีกด้วย
ความสามารถในการทำกำไรเริ่มดีขึ้น
ผลกำไรของผู้ประกอบการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถในฐานข้อมูลของทริสเรทติ้งในช่วง 1H68 เติบโต 10% จาก 1H67 มาอยู่ที่จำนวน 8.9 พันล้านบาท หากพิจารณาจากอัตราส่วนกำไรก่อนหักภาษีต่อสินทรัพย์เสี่ยงถัวเฉลี่ย (Earnings before Tax/Average Risk-weighted Assets – EBIT/ARWA)
ซึ่งเป็นเกณฑ์วัดความสามารถในการทำกำไรของกลุ่ม Non-bank ที่ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตแล้วจะพบว่าค่าเฉลี่ยเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากจุดต่ำสุดในปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากการตั้งสำรองที่ลดลงจากความเข้มงวดที่เพิ่มมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างมีค่าใช้จ่ายด้านเครดิตที่ทรงตัวหรือลดลง แม้ว่าผู้ประกอบการรายเล็กยังคงมีค่าใช้จ่ายด้านเครดิตที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายในการขยายสาขาและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงก็ทำให้ ผลกำไรโดยรวมของกลุ่มปรับตัวดีขึ้น ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่ากำไรตลอดทั้งปี 2568 ของกลุ่มจะปรับตัวดีขึ้นประมาณ 10%
คุณภาพสินทรัพย์ ยังคงเผชิญกับแรงกดดันแม้จะเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น
ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าคาดประกอบกับการชะลอตัวลงของการปล่อยสินเชื่อทำให้อัตราส่วนลูกหนี้ด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL Ratio) ปรับตัวสูงขึ้น โดยขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 3.8% ใน 2Q68 จาก 3.5% ณ สิ้นปี 2567
อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL Formation Ratio) เริ่มมีการปรับลดลงใน 2Q68 ซึ่งในมุมมองของทริสเรทติ้งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีของคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งทริสเรทติ้งมองว่าน่าจะเป็นผลจากมาตรฐานในการปล่อยสินเชื่อที่มีความเข้มงวดมากขึ้น
นอกจากนี้ อัตราการตั้งสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพก็ยังอยู่ในระดับที่สูงด้วยเช่นกันแม้จะลดลงจากในอดีตแล้วก็ตาม กระนั้นก็ตาม ด้วยปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ การติดตามเฝ้าระวังคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิดในระยะต่อไปก็ยังคงมีความจำเป็น
นัยด้านเครดิต:
ทริสเรทติ้งคาดว่าความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เมื่อพิจารณาจากอัตราส่วน EBT/ARWA จะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ปรับลดลง เช่น ค่าใช้จ่ายด้านเครดิตและต้นทุนทางการเงิน รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเปิดสาขาใหม่ แม้ว่าความสามารถในการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นจะยังไม่กลับไปสู่ระดับที่ค่อนข้างสูงเท่าในช่วงปี 2563-2565 แต่กำไรที่ฟื้นตัวก็จะช่วยลดแรงกดดันต่ออันดับเครดิตในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม สภาพเศรษฐกิจยังคงมีความเปราะบางต่อปัจจัยลบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษีการค้า ราคาพืชผลทางการเกษตร หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติซึ่งล้วนส่งผลต่อรายได้ของผู้กู้ยืมในกลุ่มนี้และในที่สุดอาจส่งผลกระทบทำให้คุณภาพสินเชื่ออ่อนแอลงและกลับมาบั่นทอนความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการได้อีกครั้ง
ในส่วนของความพอเพียงของฐานทุนในการรองรับการเติบโตนั้น อัตราส่วนเงินกองทุนที่ปรับความเสี่ยง (RAC Ratio) โดยเฉลี่ยของผู้ประกอบการที่ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตยังคงอยู่ในระดับที่ “แข็งแกร่งมาก” และคาดว่าจะยังคงต่อเนื่องต่อไปในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าจากผลของการเติบโตของสินเชื่ออย่างค่อยเป็นค่อยไปประกอบกับการฟื้นตัวของความสามารถในการทำกำไร
ซึ่งทั้งสองปัจจัยดังกล่าวจะช่วยเพิ่มระดับฐานทุนให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นอันเป็นปัจจัยหลักที่ค้ำยันอันดับเครดิตของผู้ประกอบการแต่ละรายในช่วงที่ผ่านมา
ปัจจัยชี้วัดอันดับเครดิตที่สำคัญ
ปัจจัยชี้วัดความเสี่ยงหลักของอุตสาหกรรม
ผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้ง
CR :
จิตตราพรรณ ปันทะเลิศ
jittrapan@trisrating.com
ทวีโชค เจียมสกุลธรรม
taweechok@trisrating.com
นฤมล ชาญชนะวิวัฒน์
narumol@trisrating.com
