Onlinenewstime.com : สถานการณ์น้ำวันที่ 13 ต.ค. 2569 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) รายงานสถานการณ์ฝนและน้ำทั่วประเทศ โดยหลายพื้นที่ยังมีความเสี่ยงฝนตกหนัก ขณะที่ปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีแนวโน้มระบายน้ำลดลง ด้านอ่างเก็บน้ำบางแห่งมีน้ำอยู่ในระดับสูง พร้อมติดตามแนวโน้มฝนและน้ำทะเลหนุนในช่วงปลายเดือน
ฝนตกหนักหลายพื้นที่ คาดฝนเพิ่มตั้งแต่ 14 ต.ค. 2569
ปภ. ระบุว่า วันที่ 13 ต.ค. 2569 ยังมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยคาดว่าตั้งแต่ช่วงกลางคืน ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคตะวันตกจะมีฝนปานกลางถึงหนัก
ด้าน สทนช. รายงานปริมาณฝนสูงสุดรายภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จ.พิจิตร 52 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครพนม 40 มิลลิเมตร ภาคกลาง จ.สมุทรสาคร 5 มิลลิเมตร ภาคตะวันออก จ.ชลบุรี 100 มิลลิเมตร ภาคตะวันตก จ.ราชบุรี 41 มิลลิเมตร และภาคใต้ จ.กระบี่ 158 มิลลิเมตร
สำหรับแนวโน้มฝน คาดว่าในช่วงวันที่ 14–16 ต.ค. 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง รวมถึงภาคตะวันออก ขณะที่ภาคใต้ยังมีฝนตกหนักบางพื้นที่
ส่วนสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำเตือนความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขังในเขตเมือง จากฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยพื้นที่เฝ้าระวังครอบคลุมภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันตก และหลายจังหวัดในภาคใต้
เขื่อนทั่วประเทศมีน้ำ 82–83% บางแห่งเกินความจุ
ข้อมูลจาก สทนช. ณ วันที่ 13 ต.ค. 2569 ระบุว่า อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 66,047 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 82% ของความจุเก็บกัก และมีปริมาณน้ำใช้การ 41,938 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 74%
เมื่อพิจารณารายภาค พบว่าภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำมากที่สุดเมื่อเทียบกับความจุที่ 96% รองลงมาคือภาคตะวันออก 88% ภาคเหนือ 76% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 70% ภาคกลาง 69% และภาคใต้ 69%
สำหรับพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เขื่อนบางพระมีน้ำ 85% เขื่อนหนองปลาไหล 105% และเขื่อนประแสร์ 91% ของความจุ ขณะที่ ปภ. รายงานว่าเขื่อนหนองปลาไหลและเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำเกินความจุแล้ว จึงต้องติดตามการบริหารจัดการน้ำของแต่ละอ่างอย่างใกล้ชิด
ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีน้ำรวมกันประมาณ 83% ของความจุ และยังรองรับน้ำได้อีก 13,056 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามข้อมูลของ ปภ.
เจ้าพระยา–ป่าสักระบายลดลง แต่พื้นที่นอกคันกั้นน้ำยังต้องระวัง
กรมชลประทานรายงานสถานการณ์น้ำเมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 13 ต.ค. 2569 ว่า สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,813 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มลดลง
ที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อน +16.02 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง และมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน
ส่วนลุ่มน้ำป่าสัก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีน้ำเก็บกัก 824 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 95% ของความจุ ระบายน้ำ 279 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีแนวโน้มลดลง ขณะที่เขื่อนพระราม 6 จ.พระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 544 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแนวโน้มลดลง
สำหรับสถานี C29B อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดติดตามปริมาณน้ำเจ้าพระยาก่อนไหลผ่านกรุงเทพฯ มีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 1,944 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่ำกว่าระดับควบคุมที่ 3,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามข้อมูลกรมชลประทาน
อย่างไรก็ตาม สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำเตือนว่า แม้จะมีการปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา แต่ยังมีน้ำจากแม่น้ำป่าสักไหลมาสมทบ พื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี จึงควรติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด
จับตาน้ำทะเลหนุนสูง 27–31 ต.ค. 2569
ปภ. เตือนให้เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้งในช่วงวันที่ 27–31 ต.ค. 2569 ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ควรติดตามควบคู่กับปริมาณฝนและการระบายน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำเอ่อล้น
ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดฝนตกหนัก น้ำหลาก หรือน้ำท่วมขัง
หากได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย สามารถติดต่อสายด่วนนิรภัย 1784 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
