Onlinenewstime.com : เครือข่าย กป.อพช. แถลงจับตาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เตือนความเสี่ยงหากแนวคิด “รัฐบาลอนุรักษ์นิยม” ครองอำนาจ อาจเปิดช่องให้ทุนข้ามชาติและองค์กรโลกบาลเข้ามามีอิทธิพลต่อนโยบายรัฐ
พร้อมย้ำภารกิจ “ทวงคืนชัยชนะประชาชน” ก่อนวาระครบรอบ 100 ปีอภิวัฒน์สยาม ปี 2575 เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญโดยยืนยัน สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด ไม่ยอมรับกลไกแต่งตั้ง 35 คน พร้อมออกแถลงการณ์ 7 ข้อ เตือนประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนด้านสิทธิมนุษยชน จับตาบทบาทรัฐและทุนผูกขาด พร้อมเรียกร้องยุติการคุกคามนักปกป้องสิทธิ และต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ
เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่โรงแรมเดอ ไพรม์ รางน้ำ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนทั่วประเทศ อาทิ ขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย(PDMT) สหพันธ์เกษตรกร ภาคใต้ (สกต.) เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ เครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปาตานี เครือข่ายประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) กป.อพช.อีสาน ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย โพรเทคชันอินเตอร์เนชั่นแนล เครือข่าย 304 กินได้ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) มูลนิธิภาคเหนือ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม แถลงข่าวในหัวข้อ “ขบวนการประชาชน Xประเทศไทย บนทางแยกทิศทางสิทธิมนุษยชน ภายใต้อนุรักษ์นิยมสุดขั้ว และทุนสุดทาง เพื่อสะท้อนภาพการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และการประกาศจุดในการขับเคลื่อนสังคมไทยต่อจากนี้
“ประธาน กป.อพช.”หวั่นประชาชนถูกละเมิด-คุกคามหนักขึ้น
นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) กล่าวว่า เวลานี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พรรคอนุรักษ์นิยมจะขึ้นมาบริหารประเทศ เราคิดว่าสถานการณ์ต่อจากนี้ไป พี่น้องประชาชนที่เรียกร้องสิทธิในพื้นที่ต่างๆ น่าจะถูกคุกคามหนักขึ้น จากการละเมิดสิทธิและการบริหารของนักการเมืองอนุรักษ์นิยมในเวลานี้
เครือข่าย กป.อพช.และขบวนประชาชนจากหลายภูมิภาคได้ร่วมกันสะท้อนสถานการณ์ร่วมกันอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์รวมศูนย์อำนาจรัฐและการขยายตัวอย่างสุดทางของทุนผูกขาดขนาดใหญ่
การหวนกลับของความคิดและการปกครองแบบอนุรักษ์นิยมที่กำลังผสานตัวเข้ากับกลไกรัฐ พร้อมกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ จากเสียงสะท้อนของชุมชนและขบวนประชาชนจากหลายภูมิภาค เวทีเขาเราจึงได้สรุปประเด็นเร่งด่วนและแนวโน้มสำคัญของการต่อสู้ของประชาชน เพื่อสื่อสารต่อสาธารณะ
ชำแหละปม “ไฟฟ้า-น้ำมัน” ชี้เป็นข้อมูลบิดเบือน เตือนธนาคารโลก-IMF จ่อแทรกแซงแผนพัฒนาประเทศ
นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า การจัดวันนี้ เป็นการตั้งหลัก เตรียมรับมือการบริหารงานของรัฐบาลอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ที่สำคัญคือจับตาการเข้ามามีบทบาทของธนาคารโลก (World Bank) และ IMF ที่อาจกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาการบริหารงานของรัฐบาล มีความผิดปกติ ยกตัวอย่าง กรณีการส่งออกน้ำมันไปลาวเพื่อแลกกับไฟฟ้าจากพลังงานน้ำว่าเป็นการให้ข้อมูลที่ “โกหก” และสร้างความเข้าใจผิด เนื่องจากสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในลาวเป็นเรื่องของเอกชนรายใหญ่กับรัฐบาลลาว ซึ่งแสดงผลกำไรมหาศาลชัดเจน ไม่เกี่ยวข้องกับการส่งออกน้ำมันของรัฐบาลตามที่กล่าวอ้าง นอกจากนี้ตนยังมีข้อกังวลต่อการประชุมใหญ่ของธนาคารโลกและ IMF ในช่วงเดือนต.ค.นี้ องค์กรเหล่านี้มักไม่สนใจว่าประเทศที่กู้เงินจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ แต่จะเน้นการนำเสนอแผนพัฒนาประเทศไทยระยะยาว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม 5 ด้านและประเด็นคาร์บอนเครดิต
“เราเลือกตั้งมาเพราะหวังว่าอำนาจอธิปไตยจะเป็นของประชาชน แต่สุดท้ายอาจถูกองค์กรโลกบาลเหล่านี้ควบคุมอีกทอดหนึ่ง หากนโยบายสวัสดิการหรือคุณภาพชีวิตที่พรรคการเมืองหาเสียงไว้ไม่สอดคล้องกับแผนของเขา ก็อาจถูกตัดทิ้งหรือลดงบประมาณลง” นายเลิศศักดิ์ กล่าว
ย้ำภารกิจ “ทวงคืนชัยชนะ” สู่ 100 ปี อภิวัฒน์สยาม
นายเลิศศักดิ์ ระบุว่า อย่างไรก็ตามแม้ผลประชามติจะสะท้อนความต้องการของประชาชนกว่า 22 ล้านเสียง แต่สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลในนามอนุรักษ์นิยมกลับเปรียบเสมือนการ “ขโมยชัยชนะ” ของประชาชนไป การรวมตัวครั้งนี้จึงเป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวบนเส้นทางมุ่งสู่ 100 ปี อภิวัฒน์สยาม (2475-2575) เพื่อหาจุดยืนของขบวนการประชาชน และเตรียมเคลื่อนไหวทันทีหลังจากรัฐบาลแถลงนโยบาย เพื่อรับมือกับทั้งกลุ่มทุนและองค์กรระหว่างประเทศที่จะเข้ามามีบทบาทในอนาคต
เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญไม่ยอมรับกลไก “35 คน” – ย้ำต้องมาจากมือประชาชน
นายเลิศศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ ภาคประชาชนจะไม่นิ่งเฉยรอคอยประกาศจากรัฐบาลในเดือนหน้า แต่จะเริ่มเคลื่อนไหวทันทีเพื่อเสนอทางออกล่วงหน้า ซึ่งเรามีความกังวลต่อกลไกการร่างรัฐธรรมนูญที่อาจถูกผูกขาดโดยกรรมาธิการเพียง 35 คน หรือกลุ่มคนเพียงหยิบมือ ซึ่งถือเป็นการตัดขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างร้ายแรง “เราไม่สามารถยอมรับรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากคนเพียงไม่กี่คนได้ หากรัฐบาลนี้จะอยู่ครบ 4 ปี ประชาชนก็จะเกาะติดและเคลื่อนไหวทุกช่องทางเพื่อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้สำเร็จ” นายเลิศศักดิ์ กล่าว
ห่วงเลือกตั้งไม่โปร่งใส-รัฐบาลรวมศูนย์อำนาจจัดสรรเก้าอี้
ขณะที่นายนายธีรเนตร ไชยสุวรรณ รองประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) กล่าวถึงข้อเรียกร้องความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง และจับตาการจัดตั้งรัฐบาล ว่า เราแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเปิดเผย โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยและต่อความหมายที่แท้จริงของเสียงประชาชน รัฐบาลที่กำลังก่อร่างอยู่นี้ไม่ใช่เพียงการจัดสรรเก้าอี้ทางการเมือง
หากแต่คือการรวมศูนย์อำนาจระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดกับกลไกรัฐแบบอนุรักษ์นิยม ที่กำลังผสานตัวกันอย่างแนบแน่น ภายใต้ถ้อยคำที่ดูสวยงามอย่าง “เสถียรภาพ” และ “การพัฒนา” ในขณะที่ประชาชนคนธรรมดาคือผู้แบกรับราคาทางการเมือง ราคาของสิทธิ และราคาของเสรีภาพ เราจึงแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าการกำหนดนโยบายของรัฐภายใต้โครงสร้างอำนาจเช่นนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ สิทธิชุมชนและการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเองและของประเทศ หลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน
เตือนภัย ‘ทุนผูกขาด-ทุนจีน-ทุนเทา’เร่งโครงการพัฒนาผลักภาระชุมชน
ขณะที่น.ส.อรชา จันทร์เดช เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง กล่าวในกรณีการเตือนภัย ‘ทุนผูกขาด–ทุนจีน–ทุนสีเทา’ ที่เร่งโครงการพัฒนาและผลักภาระให้ชุมชน ว่าเสียงสะท้อนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศบ่งชี้ตรงกันว่า โครงการพัฒนาอุตสาหกรรม เหมืองแร่ พลังงาน และเขตเศรษฐกิจพิเศษกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ภายใต้การเชื่อมโยงของทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ทุนต่างชาติ และทุนสีเทา ซึ่งผสานตัวกับกลไกรัฐเพื่อเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่ โดยที่ต้นทุนของ “การพัฒนา” เหล่านั้นกลับถูกผลักไปให้ชุมชนแบกรับแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียที่ดิน การทำลายสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสุขภาพ และการสั่นคลอนของวิถีชีวิตดั้งเดิม จนก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาค
ตัวอย่างสถานการณ์จากพื้นที่ที่สะท้อนสู่เวทีนี้ ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรีและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ชุมชนเผชิญมลพิษอุตสาหกรรมและโรงงานรีไซเคิลที่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เหมืองหินในจังหวัดชัยภูมิ และเหมืองโปแตซในด่านขุนทด ที่สร้างความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากร โครงการกังหันลมในป่าภูยูง จังหวัดมุกดาหาร ที่กระทบต่อแหล่งอาหาร ระบบนิเวศ และต้นน้ำของชุมชน โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของคนทั้งภูมิภาค การต่อสู้ของชุมชนเพื่อปกป้องสายน้ำแหล่งชีวิต เช่น กรณีเขื่อนปากมูลและสายน้ำปาตานี ดังนั้น “สิทธิในการพัฒนา” ต้องเป็นสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเอง ไม่ใช่การพัฒนาที่ถูกกำหนดจากเบื้องบนโดยรัฐและทุน ในขณะที่ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงกลับไม่มีที่ยืนในกระบวนการตัดสินใจ
จี้รัฐยุติกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพ ยกเลิก พ.ร.บ.ชุมนุมปี 58
น.ส.จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จากเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ กล่าวในประเด็นการ ยุติการใช้กฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพ และคุกคามนักปกป้องสิทธิฯ ผ่านกระบวนการยุติธรรม ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กฎหมายจำนวนมากถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมและจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 รวมถึงการดำเนินคดีในลักษณะการฟ้องปิดปาก (SLAPPs) ต่อประชาชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กระบวนการยุติธรรมกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระทางกฎหมาย ค่าใช้จ่าย และความหวาดกลัว จนการใช้สิทธิเสรีภาพกลายเป็นสิ่งที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยง และทำให้ประชาชนตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจเพียงเพราะพวกเขาออกมาใช้สิทธิในการปกป้องสิทธิมนุษยชน
เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้ ยกเลิกพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพและปิดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผลักดัน พ.ร.บ.สิทธิชุมชน, พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน, พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า และ พ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อวางรากฐานความเป็นธรรมทางโครงสร้างให้ประชาชน ทบทวนกฎหมายที่ดินและกฎหมายป่าไม้ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือผลักชุมชนออกจากพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยและดูแลมาอย่างยาวนาน กฎหมายต้องเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช่เครื่องมือในการควบคุมและทำให้ประชาชนเงียบเสียง
ขอรัฐจัดตั้งกลไกคุ้มครอง-รับประกันสิทธิเสรีภาพตามหลักสากล หยุดคดีปิดปาก
ส่วนน.ส.สรารัตน์ เรืองศรี ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สกต. กล่าวถึงการจัดตั้งกลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และรับประกันสิทธิเสรีภาพตามบรรทัดฐานสากล ซึ่งในหลายกรณี ชุมชนที่ออกมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ยังไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐ ทั้งที่การปกป้องสิทธิและทรัพยากรเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ในแทบทุกกรณีกลับพบว่าผู้ที่ออกมาใช้สิทธิต้องเผชิญกับการคุกคาม การดำเนินคดี และแรงกดดันทั้งจากหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน เครือข่าย กป.อพช. และภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐ จัดตั้งและพัฒนากลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพ มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และสามารถเข้าถึงได้จริงสำหรับประชาชนทุกพื้นที่ ยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชน และยุติการดำเนินคดีเชิงกลั่นแกล้งต่อชุมชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรม
พร้อมกันนี้เราขอยืนยันหลักการสำคัญด้านสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ปาตานี/สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนต้องได้รับการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ได้แก่ สิทธิในการกำหนดรูปแบบการปกครองและการจัดการตนเองให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และบริบททางสังคมของพื้นที่ สิทธิในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ และการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเสรี สิทธิของคนพื้นเมือง คนดั้งเดิม และกลุ่มชาติพันธุ์ ในฐานะประชาคมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และความสัมพันธ์กับพื้นที่และทรัพยากร รัฐต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนในการแสวงหาทางออกต่อความขัดแย้งด้วยวิธีสันติ ผ่านกระบวนการสันติภาพ (Peace Process) ที่ตั้งอยู่บนการมีส่วนร่วมของประชาชนและสอดคล้องกับบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องรับประกันความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้โดยปราศจากความกลัว
ทวงคืนสิทธิจัดการทรัพยากร สร้างระบบประเมินผลกระทบข้ามแดน
น.ส.นิราพร จะพอ ตัวแทน สกน. กล่าวในประเด็นความขัดแย้งด้านทรัพยากรปะทุเพิ่มขึ้น ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง โดยระบุว่า หลายพื้นที่ทั่วประเทศรายงานตรงกันว่าความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีเหมืองแร่และการใช้ระเบิดในพื้นที่ด่านขุนทด โครงการกังหันลมในพื้นที่ป่าภูยุง เขื่อนกรงปีนัง ปัญหาช้างป่า รวมถึงความไม่เป็นธรรมในการจัดการที่ดินและทรัพยากรที่ส่งผลต่อสวัสดิภาพและความมั่นคงในชีวิตของประชาชน
สถานการณ์เหล่านี้ยืนยันความจริงพื้นฐานประการหนึ่งว่า สิทธิในที่ดิน สิทธิในแม่น้ำ และสิทธิในการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่อาจต่อรองได้ เราต่อสู้เพื่อยืนยันว่าที่ดินคือรากของชีวิตและสายน้ำก็สอนเราว่าชีวิตไม่รู้จักพรมแดน แม่น้ำโขงหล่อเลี้ยงผู้คนหลายล้านชีวิต แต่วันนี้ เขื่อนพูงอย (Phou Ngoy) กำลังจะขวางสายน้ำ โดยยังไม่มีการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) อย่างครบถ้วน ราวกับว่าสายน้ำจะหยุดไหลตามเส้นแบ่งบนแผนที่ เราต้องถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ไฟฟ้านั้นส่องสว่างให้ใคร เมื่อชุมชนริมฝั่งต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด ขณะที่ผลประโยชน์ไหลสู่อุตสาหกรรมและกำไรที่ห่างไกลจากผู้คน
น.ส.นิราพร กล่าวว่า เราจึงเรียกร้องให้จัดทำ Transboundary EIA อย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วมก่อนตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้นแม่น้ำโขงไม่ใช่ทรัพยากรของรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่มันคือมรดกร่วมของทุกชีวิตที่ริมฝั่ง โฉนดชุมชนจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางนโยบาย หากแต่เป็นการคืนอำนาจในการจัดการที่ดินและทรัพยากรให้กับประชาชนทั่วประเทศ แร่หายากไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านสีเขียว การขุดแร่หายากจากผืนดินของชุมชน ทิ้งไว้เบื้องหลังคือดินที่เป็นพิษ น้ำที่ดื่มไม่ได้ และอากาศที่หายใจไม่ออก แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าในเมืองใหญ่ถูกประกอบขึ้นจากชีวิตของผู้คนที่ไม่มีชื่ออยู่ในแผนพัฒนาใดๆ สีเขียวที่ต้องการเลือดของคนจน ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม เราปฏิเสธโครงการคาร์บอนเครดิตที่ทำให้ป่าไม้และที่ดินชุมชนกลายเป็นสินค้า ภายใต้ข้ออ้างว่าเป็น “ทางออก” ต่อวิกฤตภูมิอากาศ เพราะการแก้ไขวิกฤตโลกไม่ควรสร้างขึ้นบนการละเมิดสิทธิของผู้คน ความเขียวที่ปราศจากความเป็นธรรม ก็ยังคงเป็นลัทธิล่าอาณานิคมในรูปแบบใหม่
จับตาเวทีเศรษฐกิจโลกในไทยฟอกขาวพลังงานไม่สะอาด
ส่วนนางสมปอง เวียงจันทร์ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงการร่วมกันจับตาเวทีเศรษฐกิจโลกในไทย ‘พลังงานสะอาดที่ไม่สะอาด’ และการลงทุนที่ละเมิดสิทธิ ว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมของธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในเดือนตุลาคม 2569 ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางการทูต หากแต่เป็นพื้นที่กำหนดทิศทางนโยบายการเงิน การลงทุน และการพัฒนาที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ และความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศนี้
ในกระแสการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “พลังงานสะอาดที่ไม่สะอาด” เมื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานถูกขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างอำนาจเดิม ระหว่างรัฐ ทุนผูกขาดขนาดใหญ่ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ โดยที่ชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และทรัพยากรกลับไม่ได้มีบทบาทเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ โครงการพลังงานที่ถูกนำเสนอในนามของความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ กังหันลม เขื่อนโซลาร์ลอยน้ำ หรือการทำเหมืองแร่หายากเพื่ออุตสาหกรรมพลังงาน ล้วนต้องการพื้นที่มหาศาลที่มักทับซ้อนกับที่ดินทำกิน พื้นที่เกษตรกรรม และแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต สิ่งที่ถูกเรียกว่า “พลังงานสะอาด” ในเชิงคาร์บอน จึงอาจกลายเป็นพลังงานที่สกปรกในเชิงสิทธิมนุษยชน
นางสมปอง กล่าวว่า เครือข่ายจึงขอเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ การเร่งออกใบอนุญาตโครงการขนาดใหญ่โดยข้ามขั้นตอน EIA/EHIA การใช้คดีความในลักษณะฟ้องปิดปาก (SLAPPs) ต่อผู้ปกป้องสิทธิในที่ดินและทรัพยากร การใช้กฎหมายป่าไม้หรือกฎหมายที่ดินเพื่อไล่รื้อชุมชน การเฝ้าระวัง คุกคาม หรือสร้างแรงกดดันต่อแกนนำชุมชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม เวทีโลกครั้งนี้ก็คือโอกาสสำคัญที่ขบวนประชาชนจะสื่อสารความจริงของประเทศไทยสู่สายตาประชาคมโลก เพื่อยืนยันว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนความเป็นธรรม สิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงานใดที่เรียกว่า “ยั่งยืน” ได้ หากมันถูกสร้างขึ้นบนการละเมิดสิทธิของผู้คนที่อาศัยอยู่บนผืนดินนั้น
เดินหน้ารัฐธรรมนูญของประชาชน-ต้านสงครามทุกรูปแบบ
ด้านนายซอฮูบาดีน เยาะละพา นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน เครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปาตานี กล่าวว่า เรายืนยันพลังประชาชนเดินหน้ารัฐธรรมนูญของประชาชน และต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ แม้ประชาชนในหลายพื้นที่จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากโครงการพัฒนา การรวมศูนย์อำนาจ และการจำกัดสิทธิเสรีภาพ แต่เครือข่ายประชาชนทั่วประเทศยังคงยืนหยัดอย่างเข้มแข็งในการปกป้องที่ดิน แม่น้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิชุมชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เครือข่ายยืนยันอย่างไม่เปลี่ยนแปลงว่าประเทศไทยต้องเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ผ่านกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะทุกประเด็นของสิทธิ เสรีภาพ ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการจัดการทรัพยากรของประเทศ ล้วนผูกพันอยู่กับกติกาสูงสุดของประเทศ เราปฏิเสธความรุนแรงที่ถูกเรียกว่า “ความมั่นคง” เราปฏิเสธกระสุนที่ถูกเรียกว่า “นโยบาย” เราปฏิเสธการสูญเสียชีวิตที่ถูกเรียกว่า “ความจำเป็น” ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่คร่าชีวิตผู้คนในปาตานี/สามจังหวัด
แถลงการณ์เตือนประเทศเข้าสู่จุดเปลี่ยนสิทธิมนุษยชน จับตารัฐ–ทุนผูกขาด ยุติคุกคามนักปกป้องสิทธิ
ในช่วงท้าย น.ส. ณัฐพร อาจหาญ น.ส. สุภาภรณ์มาลัยลอย ตัวแทน กป.อพช. และนาย วิศรุต ศรีจันทร์ ตัวแทนมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ได้ร่วมก้นอ่านแถลงการณ์ของกป.อพช. และขบวนประชาชนจากหลายภูมิภาค โดยได้สะท้อนสถานการณ์ประเทศว่า ไทยกำลังเผชิญแนวโน้มการรวมศูนย์อำนาจรัฐ การขยายตัวของทุนผูกขาดขนาดใหญ่ และการหวนกลับของแนวคิดอนุรักษ์นิยมที่ผสานกับกลไกรัฐ ส่งผลกระทบต่อสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในหลายพื้นที่
เสนอประเด็นเร่งด่วน 7 เรื่องต่อสาธารณะ
1. เรียกร้องความโปร่งใสการเลือกตั้ง–จับตาการจัดตั้งรัฐบาลภาคประชาชนแสดงความกังวลต่อข้อสงสัยเรื่องความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมจับตาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งอาจกำหนดทิศทางนโยบายที่กระทบต่อสิทธิชุมชน สิทธิการมีส่วนร่วม และเสรีภาพของประชาชน
2. เตือนภัยทุนผูกขาด–ทุนจีน–ทุนสีเทาเร่งโครงการพัฒนา เครือข่ายระบุว่าโครงการเหมืองแร่ พลังงาน และเขตเศรษฐกิจพิเศษกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพถูกผลักให้ชุมชนรับภาระ พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์ในพื้นที่ เช่น เขต EEC จ.ปราจีนบุรี เหมืองหิน จ.ชัยภูมิ เหมืองโปแตชด่านขุนทด กังหันลมป่าภูยูง จ.มุกดาหาร รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์และระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้
3. เรียกร้องยุติการใช้กฎหมายจำกัดเสรีภาพ เวทีประชุมระบุว่า พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และการฟ้องคดีในลักษณะ SLAPP ถูกใช้จำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชน จึงเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว พร้อมผลักดันกฎหมายสิทธิชุมชน ธนาคารที่ดิน และการปฏิรูปกฎหมายที่ดิน–ป่าไม้
4. ตั้งกลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เครือข่ายเรียกร้องให้รัฐจัดตั้งระบบคุ้มครองนักปกป้องสิทธิที่มีผลบังคับใช้จริง ยุติการคุกคามและการดำเนินคดีต่อชุมชน รวมทั้งรับรองสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ปาตานี
5. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจโครงการพัฒนาภาคประชาชนระบุว่าความขัดแย้งด้านทรัพยากรเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งเหมืองแร่ เขื่อน และโครงการพลังงาน พร้อมเรียกร้องให้มีการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนต่อโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขง และยืนยันว่าที่ดิน แม่น้ำ และทรัพยากรเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน
6. จับตาเวที IMF–World Bank ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ เครือข่ายเตรียมติดตามการประชุมเศรษฐกิจโลกในไทยเดือนตุลาคม 2569 โดยเตือนถึงความเสี่ยงของ “พลังงานสะอาดที่ไม่สะอาด” หากโครงการพลังงานและการลงทุนขนาดใหญ่ละเมิดสิทธิชุมชน พร้อมย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน
7.ยืนยันพลังประชาชน เดินหน้ารัฐธรรมนูญของประชาชน และต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ เรายืนยันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนผ่านกระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยมี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งขอประกาศจุดยืนร่วมกันในการต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นขัดแย้งในพื้นที่ปาตานี/สามจังหวัดชายแดนใต้ ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือสงครามที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลก่อขึ้นในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้เครือข่าย กป.อพช. และขบวนประชาชนย้ำว่า การพัฒนาและนโยบายรัฐต้องตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และการเคารพสิทธิของประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ
อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็มได้ที่นี่ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02rh8Js4paMH2DeoiwMwGyaiDd7f4ie31twbCbaWur4r2HVHNRd8oXDc2aY5LHDYoEl&id=100094765440445
