Site icon Onlinenewstime.com – News and Knowledge to sustainability

บสย. เดินหน้ายกระดับสำนักงานเขตทั่วประเทศเพิ่มศักยภาพช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ-แก้หนี้

สวัสดีค่ะ เป็นตัวแทน ทีดีเจ กลุ่ม 3 จะมาพรีเซนต์เรื่อง เจาะ Open Data 3 มายากลก๊าซเรือนกระจก “ทุนใหญ่”ลับลวงพราง “Greenwashing ป่าเขียว” สิ่งที่เราพบคือ... ปัจจุบัน ประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับ 24 ของโลก ปล่อยปีละ 386 ล้านตัน Co2 เราตั้งเป้าลดปีละ 120 ล้านตัน แต่ที่ผ่านมา ลดได้แค่ 8.6 ล้านตัน ในปี 2564 ที่มีโควิด เราตั้งเป้าในอนาคตใน 40 ปีข้างหน้า ก๊าซเรือนกระจกจะเหลือ “ศูนย์” ปี 2608 และใน อีก 40 ปีข้างหน้า ดูความเป็นไปได้กัน ถ้าเราทำไม่ได้ จะเป็นอย่างไร ประเทศไทยเสี่ยงโลกร้อน- โลกเดือด ติดอันดับ 30 ของโลก ผลกระทบสิ่งที่เกิดขึ้น คือ มีปัญหาสิ่งแวดล้อมภัยพิบัติ เศรษฐกิจเสียหาย ล่าสุด คือ CBAM การเก็บ “ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนอียู” ทีมเรานำโอเพ่นดาต้าหลายๆหน่วยงานมาวิเคราะห์ เพื่อจะเห็นปัญหาใน 4 ส่วน ไปดูกันว่าแต่ส่วนเป็นยังไงบ้าง ส่วนที่ 1 Open Data กลลวง คาร์บอนเครดิตป่าเขียว ส่วนที่ 2 “ทุนใหญ่” ลับลวงพราง “Greenwashing ป่าเขียว” ส่วนที่ 3 เปิด 3 มายากลก๊าซเรือนกระจก ส่วนที่ 4 ไทยต้องมี “กฎหมายลดโลกร้อน” วาระด่วนแห่งชาติ ถัดมาเรามาดูดาต้า เรื่องการเปิดเผยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ปีที่ผ่านมา มี 63 บริษัท และปี 68 ดีขึ้นแต่เพิ่มขึ้นแค่ 27% หรือ 245 บริษัทจาก 922 บริษัท มาดูกราฟกันตัวเลขกลุ่มบริษัทที่เปิดเผยข้อมูล จะเห็นว่ากลุ่มทรัพยากรมากสุด คือหมวดธุรกิจน้ำมัน สาธารณูปโภคนั่นเอง ทีมเราได้ไปสัมภาษณ์นักวิชา พบว่าวิธีการลดก๊าซเรือนกระจกดีที่สุด คือ การปลูกป่า เป็นที่มาของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ เป็นที่มาให้เราก็ไปหาข้อมูลจาก อบก.พบว่า มีโครงการอยู่ในป่าสงวน ป่าชุมชน พอไปตรวจสอบระเบียบเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ ก้อมีคำถามถึงเรื่องผลประโยชน์ของเอกชน รัฐ และชาวบ้าน ข้อมูลนี้ยังทำให้เห็นว่า ในช่วง 10 ปี ภาคป่าไม้มีสัดส่วน 22% ของโครงการคาร์บอน 500 โครงการ รูปนี้ คือที่แสดงการแบ่งปันผลประโยชน์ ส่วนกราฟนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าของโครงการใน 110 มีใครบ้าง แผนที่นี้ ทีม dev ของเราได้ใช้ ai ดึงข้อมูลที่ตั้งโครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ทั่วประเทศ มาดูตำแหน่งที่ตั้งโครงการ ซึ่งเชื่อว่าเป็นครั้งแรกที่ยังไม่มีการจัดทำขึ้น รวมทั้งยังชี้เห็นว่ามีโครงการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ในอนาคตจะมีการต่อยอดพัฒนาไปอีกเรื่อย ส่วนต่อมา 3 มายากล มายากลที่ 1 ลวงพราง เรื่องข้อมูล เช่น การปล่อยก๊าซและ การลด มายากลที่ 2 ลับหลัง กลไกการตกลงต่างๆ โดยที่ชาวบ้านทำกันเองไม่ได้ เช่นค่าสำรวจที่สูงทำให้ขาดโอกาส และสุดท้าย คือ มายาคติ ภาพลักษณ์องค์กรสีเขียวตามกระแสรักษ์โลก แต่ข้อเท็จจริงคืออะไร สิ่งที่ทีมทีดีเจ เรามีข้อเสนอ คือประเทศไทยต้องมีกฎหมายลดโลกร้อนให้เป็นวาระเร่งด่วนของชาติ 1.รัฐและเอกชนต้องรายงานข้อมูลการปล่อยและลดก๊าซเรือนกระจกเป็นประจำ พร้อมเปิดเป็น Open Data 2.บังคับใช้ “ลด + ชดเชย” ไม่ใช่แค่สมัครใจเหมือนปัจจุบัน 3. ผลักดัน พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ให้เป็นวาระด่วนแห่งชาติ โดยต้องมี o ระบบภาษีคาร์บอน และแรงจูงใจทางภาษี o บทลงโทษทางแพ่งและอาญา o การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ก่อนที่จะสายเกินแก้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันใน เรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุหลักของโลกเดือด โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ให้ความสำคัญกับการลดที่ต้นทาง มากกว่าการชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิต และประเทศไทยต้องร่วมกันผลักดันให้พรบ.ลดโลกร้อน เป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติ สวัสดีค่ะ เป็นตัวแทน ทีดีเจ กลุ่ม 3 จะมาพรีเซนต์เรื่อง เจาะ Open Data 3 มายากลก๊าซเรือนกระจก “ทุนใหญ่”ลับลวงพราง “Greenwashing ป่าเขียว” สิ่งที่เราพบคือ... ปัจจุบัน ประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับ 24 ของโลก ปล่อยปีละ 386 ล้านตัน Co2 เราตั้งเป้าลดปีละ 120 ล้านตัน แต่ที่ผ่านมา ลดได้แค่ 8.6 ล้านตัน ในปี 2564 ที่มีโควิด เราตั้งเป้าในอนาคตใน 40 ปีข้างหน้า ก๊าซเรือนกระจกจะเหลือ “ศูนย์” ปี 2608 และใน อีก 40 ปีข้างหน้า ดูความเป็นไปได้กัน ถ้าเราทำไม่ได้ จะเป็นอย่างไร ประเทศไทยเสี่ยงโลกร้อน- โลกเดือด ติดอันดับ 30 ของโลก ผลกระทบสิ่งที่เกิดขึ้น คือ มีปัญหาสิ่งแวดล้อมภัยพิบัติ เศรษฐกิจเสียหาย ล่าสุด คือ CBAM การเก็บ “ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนอียู” ทีมเรานำโอเพ่นดาต้าหลายๆหน่วยงานมาวิเคราะห์ เพื่อจะเห็นปัญหาใน 4 ส่วน ไปดูกันว่าแต่ส่วนเป็นยังไงบ้าง ส่วนที่ 1 Open Data กลลวง คาร์บอนเครดิตป่าเขียว ส่วนที่ 2 “ทุนใหญ่” ลับลวงพราง “Greenwashing ป่าเขียว” ส่วนที่ 3 เปิด 3 มายากลก๊าซเรือนกระจก ส่วนที่ 4 ไทยต้องมี “กฎหมายลดโลกร้อน” วาระด่วนแห่งชาติ ถัดมาเรามาดูดาต้า เรื่องการเปิดเผยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ปีที่ผ่านมา มี 63 บริษัท และปี 68 ดีขึ้นแต่เพิ่มขึ้นแค่ 27% หรือ 245 บริษัทจาก 922 บริษัท มาดูกราฟกันตัวเลขกลุ่มบริษัทที่เปิดเผยข้อมูล จะเห็นว่ากลุ่มทรัพยากรมากสุด คือหมวดธุรกิจน้ำมัน สาธารณูปโภคนั่นเอง ทีมเราได้ไปสัมภาษณ์นักวิชา พบว่าวิธีการลดก๊าซเรือนกระจกดีที่สุด คือ การปลูกป่า เป็นที่มาของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ เป็นที่มาให้เราก็ไปหาข้อมูลจาก อบก.พบว่า มีโครงการอยู่ในป่าสงวน ป่าชุมชน พอไปตรวจสอบระเบียบเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ ก้อมีคำถามถึงเรื่องผลประโยชน์ของเอกชน รัฐ และชาวบ้าน ข้อมูลนี้ยังทำให้เห็นว่า ในช่วง 10 ปี ภาคป่าไม้มีสัดส่วน 22% ของโครงการคาร์บอน 500 โครงการ รูปนี้ คือที่แสดงการแบ่งปันผลประโยชน์ ส่วนกราฟนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าของโครงการใน 110 มีใครบ้าง แผนที่นี้ ทีม dev ของเราได้ใช้ ai ดึงข้อมูลที่ตั้งโครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ทั่วประเทศ มาดูตำแหน่งที่ตั้งโครงการ ซึ่งเชื่อว่าเป็นครั้งแรกที่ยังไม่มีการจัดทำขึ้น รวมทั้งยังชี้เห็นว่ามีโครงการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ในอนาคตจะมีการต่อยอดพัฒนาไปอีกเรื่อย ส่วนต่อมา 3 มายากล มายากลที่ 1 ลวงพราง เรื่องข้อมูล เช่น การปล่อยก๊าซและ การลด มายากลที่ 2 ลับหลัง กลไกการตกลงต่างๆ โดยที่ชาวบ้านทำกันเองไม่ได้ เช่นค่าสำรวจที่สูงทำให้ขาดโอกาส และสุดท้าย คือ มายาคติ ภาพลักษณ์องค์กรสีเขียวตามกระแสรักษ์โลก แต่ข้อเท็จจริงคืออะไร สิ่งที่ทีมทีดีเจ เรามีข้อเสนอ คือประเทศไทยต้องมีกฎหมายลดโลกร้อนให้เป็นวาระเร่งด่วนของชาติ 1.รัฐและเอกชนต้องรายงานข้อมูลการปล่อยและลดก๊าซเรือนกระจกเป็นประจำ พร้อมเปิดเป็น Open Data 2.บังคับใช้ “ลด + ชดเชย” ไม่ใช่แค่สมัครใจเหมือนปัจจุบัน 3. ผลักดัน พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ให้เป็นวาระด่วนแห่งชาติ โดยต้องมี o ระบบภาษีคาร์บอน และแรงจูงใจทางภาษี o บทลงโทษทางแพ่งและอาญา o การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ก่อนที่จะสายเกินแก้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันใน เรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุหลักของโลกเดือด โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ให้ความสำคัญกับการลดที่ต้นทาง มากกว่าการชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิต และประเทศไทยต้องร่วมกันผลักดันให้พรบ.ลดโลกร้อน เป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติ TCG082025.jpg

Onlinenewstime.com : นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พร้อมด้วย นางดุสิดา ทัพวงษ์ รองผู้จัดการทั่วไปอาวุโส สายงานบริหารช่องทางและพัฒนาผู้ประกอบการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสำนักงานเขตภาคเหนือตอนบน จ.เชียงใหม่ ตามแผนยกระดับสำนักงานเขต (Branch Reformat) สู่ “ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs” (บสย. F.A. Center)

เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้ความช่วยเหลือ SMEs ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อผ่านกลไกค้ำประกันของ บสย. รวมถึงให้ความช่วยเหลือลูกค้าและลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ให้ธุรกิจมีความเข้มแข็งและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ณ สำนักงานเขตภาคเหนือตอนบน จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568

นายสิทธิกร กล่าวว่า ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา บสย. ได้เดินหน้ายกระดับสำนักงานเขตทั้ง 11 แห่งซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ สู่ “ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs” (บสย. F.A. Center) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และให้ความช่วยเหลือ SMEs ได้รวดเร็วและคล่องตัวขึ้น ทั้งการให้คำปรึกษา SMEs ในด้านการขอสินเชื่อและการแก้หนี้ ซึ่งปัจจุบันพบว่า SMEs มีความต้องการที่หลากหลาย

โดยเฉพาะรายย่อย (Micro SMEs) พ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ ที่ต้องการการปรึกษา และแนะนำแบบตัวต่อตัวอย่างใกล้ชิด โดยศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs ของ บสย. ณ สำนักงานเขตต่างๆ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

รวมถึงการอบรมให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) และให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม ซึ่งลูกหนี้ บสย. สามารถเข้ามาปรับโครงสร้างหนี้และปิดบัญชีที่สำนักงานเขตได้เช่นกัน

บสย. ตั้งเป้ายกระดับสำนักงานเขตให้ครบทั้ง 11 แห่ง ภายในสิ้นปี 2568 เพื่อเข้าไปตอบสนองความต้องการและแก้ Pain Point ให้กับ SMEs ในประเทศไทยกว่า 3.2 ล้านราย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 35% ของ GDP และมีสัดส่วนการจ้างงานถึง 72% ของการจ้างงานในประเทศ ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนมากที่ประสบปัญหาการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการขาดสภาพคล่องและความรู้ทางการเงินที่ไม่เพียงพอ จากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และปัจจัยรอบด้านที่ไม่เอื้ออำนวย

ทั้งนี้ ผลจากการยกระดับสำนักงานเขตที่ผ่านมา พบว่าได้รับการตอบรับอย่างดี โดยมีจำนวน SMEs และลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม เข้ามาขอคำปรึกษาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ ยังได้ปรับระบบการทำงานของสำนักงานเขตทั้ง 11 แห่ง ให้เกิดการประสานงานเชื่อมโยงกันเป็นทีมในรูปแบบของ Ways of Working

โดยมีการจัดอบรมและให้ความรู้บุคลากร เพื่อเพิ่มศักยภาพของพนักงานแต่ละสำนักงานเขตอย่างต่อเนื่อง
“เป้าหมายในการปรับโฉมสำนักงานเขต Branch Reformat

นอกจากมุ่งตอบโจทย์ให้ SMEs เข้ามาใช้บริการมากขึ้นแล้ว ยังต้องการเปิดพื้นที่ให้กับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เข้ามาร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการประชุม การจัดอบรม และสัมมนา เพื่อยกระดับสำนักเขตของ บสย. ทั่วประเทศ ก้าวสู่ศูนย์กลางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในแต่ละพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม” นายสิทธิกร กล่าว

ปัจจุบันสำนักงานเขตภาคเหนือตอนบนดูแลครอบคลุมทั้งหมด 8 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน ผลดำเนินงานครึ่งปีแรก (ม.ค. – มิ.ย. 2568) มียอดค้ำประกันสินเชื่อประมาณ 1,000 ล้านบาท

โดย จ.เชียงใหม่มียอดค้ำประกันสูงสุด คิดเป็นสัดส่วน 43% รองลงมาคือ จ.เชียงราย 17% ขณะที่อุตสาหกรรมที่มีการค้ำประกันสูงสุด 3 อันดับแรก คือ 1.การบริการ 2.อาหารและเครื่องดื่ม 3.เกษตรกรรม ซึ่งสะท้อนถึงอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่

Exit mobile version