Onlinenewstime.com : รัฐบาลไทยเปิดตัวกลไก “Thailand FastPass” ผนึกกำลัง 8 หน่วยงานภาครัฐ ร่นระยะเวลาอนุมัติ-อนุญาตทุกขั้นตอน ปลดล็อกการลงทุนจริงกว่า 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานคุณค่าสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตอกย้ำไทยเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่พร้อมที่สุดในภูมิภาค
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้จัดพิธีเปิดตัวกลไก “Thailand FastPass” เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกอัครราชทูต หอการค้าต่างประเทศ บริษัทที่ได้รับคัดเลือกเข้าสู่กลไก Thailand FastPass และผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 250 คน
Thailand FastPass เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการขออนุมัติ – อนุญาตเพื่อเริ่มต้นประกอบธุรกิจ โดยในวันนี้ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
เพื่อลดระยะเวลาการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนลงกว่าร้อยละ 20-50 ซึ่งจะช่วยให้โครงการลงทุนสามารถเริ่มดำเนินการและสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำว่า Thailand FastPass สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศ โดยมุ่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพิ่มความรวดเร็ว ความโปร่งใส และความชัดเจนในการดำเนินโครงการลงทุน
พร้อมบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม อันจะช่วยให้โครงการลงทุนสามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างการจ้างงาน ยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน โลจิสติกส์ และเครือข่ายการค้าในภูมิภาค พร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตที่สำคัญของอาเซียนในอนาคต
“รัฐบาลได้เปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้กำกับดูแล’ มาเป็น ‘ผู้อำนวยความสะดวกและผู้สนับสนุนการลงทุน’ (Facilitator) อย่างเต็มรูปแบบ
โดยมีเป้าหมายทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น ภายใต้กฎหมายและหลักธรรมาภิบาลที่โปร่งใส เราจะไม่ปล่อยให้ความล่าช้าของระบบราชการเป็นอุปสรรคต่อโอกาสทางเศรษฐกิจอีกต่อไป ที่สำคัญจะทำให้ประเทศไทยยกระดับสู่ประเทศรายได้สูงได้เร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ หากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง” นายอนุทิน กล่าว
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “การลงทุนจริง” ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ จึงได้สร้างกลไก Thailand FastPass เพื่อเร่งแก้ไขอุปสรรคของโครงการที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้วแต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่
โดยที่ผ่านมาได้เข้าแก้ไขปัญหาโครงการลงทุนแล้วกว่า 76 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 474,000 ล้านบาท ซึ่งนำมาสู่การยกระดับกลไก Thailand FastPass ให้เป็นกลไกถาวรแก่โครงการทางยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อมุ่งกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ควบคู่กับการสร้างระบบการทำงานของราชการรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นซึ่งจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว และกระตุ้นการสร้างงานคุณภาพซึ่งเป็นการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยบูรณาการความร่วมมือของ 8 หน่วยงานภาครัฐเพื่อเร่งรัดขั้นตอนสำคัญ ด้วยการลดระยะเวลาการอนุมัติ/อนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน อาทิ การอนุญาตจัดตั้งโรงงาน การจัดตั้งเขตประกอบการเสรี การจัดทำรายงาน EIA การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า
“ในวันนี้ รัฐบาลได้ยกระดับกลไกเร่งรัดการลงทุน โดยได้คัดเลือกและมอบบัตร Thailand FastPass แก่โครงการลงทุนที่มีความสำคัญในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศจำนวน 25 โครงการ จาก 23 บริษัท ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 223,000 ล้านบาท พร้อมสร้างงานคุณภาพกว่า 13,000 ตำแหน่ง
ซึ่งเมื่อรวมกับโครงการที่รัฐบาลเร่งปลดล็อกก่อนหน้านี้แล้ว คิดเป็นมูลค่าการลงทุนที่รัฐจะผลักดันเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรวมกว่า 700,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งเป็นสารตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานภาครัฐเพื่อให้บริการภาคธุรกิจและสร้างโอกาสที่จับต้องได้ทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคประชาชนในอนาคต” นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับกลไก FastPass ไม่ใช่แค่ fast track สำหรับนักลงทุน แต่คือ fast track จากเงินลงทุน สู่ผลลัพธ์จริงสำหรับเศรษฐกิจไทยและคนไทยด้วยเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย 5 ด้าน
1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย: เป็นการฟื้นตัวที่นำด้วยการลงทุน กระตุ้นสั้นด้วยการลงทุน แต่ส่งผลระยะยาว คือการเติบโตของเศรษฐกิจ
2) งานใหม่และอาชีพใหม่: ทุกโครงการที่เดินหน้าเร็วขึ้น ไม่ได้หมายถึงโรงงานเร็วขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงตำแหน่งงานใหม่ของวิศวกร ช่างเทคนิค นักบัญชี คนไอที โลจิสติกส์ และผู้ให้บริการในพื้นที่ที่เกิดเร็วขึ้นด้วย
3) ทักษะใหม่และถ่ายทอดองค์ความรู้: การลงทุนยุคใหม่ไม่ได้เอาแค่เครื่องจักรเข้ามา แต่เอาความรู้ใหม่เข้ามาด้วย ทำให้แรงงานไทยมีโอกาสยกระดับจากงานเดิมไปสู่งานที่มีทักษะและรายได้สูงขึ้น
4) โอกาสของ SME และผู้ผลิตในประเทศ: เมื่อบริษัทใหญ่เข้ามาลงทุน สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ให้เขามาตั้งอยู่ลำพัง แต่ต้องเชื่อมกับผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้รับเหมา โลจิสติกส์ อาหาร ที่พัก บริการ และ SME ไทยในพื้นที่
5) เงินหมุนในพื้นที่: โครงการลงทุนหนึ่งโครงการไม่ได้สร้างแค่โรงงาน แต่สร้างความต้องการอาหาร ที่พัก รถรับส่ง ช่างซ่อม ผู้รับเหมา การขนส่ง และบริการรอบพื้นที่ นี่คือเงินที่หมุนกลับไปสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น
บริษัทที่ได้รับคัดเลือกเข้า Thailand FastPass ต่างชี้ว่า นักลงทุนมองไทยเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่พร้อมด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน และบุคลากร
กลไก Thailand FastPass ช่วยลดอุปสรรค เพิ่มความเร็วในการประสานงานกับภาครัฐ และสร้างความมั่นใจให้โครงการเดินหน้าได้ตามแผน โดยบริษัทส่วนใหญ่มีแผนขยายการลงทุน พัฒนาบุคลากร และยกระดับกิจกรรมวิจัยและพัฒนาในไทยต่อเนื่อง ตอกย้ำไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตสำคัญของภูมิภาค
Mr. Simon Gwozdz ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิเควทอเรียล สเปซ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทผลิตจรวดสำหรับส่งดาวเทียมสู่วงโคจรต่ำของโลก (Volans Space Launch Vehicle) กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะที่ Thailand FastPass และการทำงานแบบ One-Stop Service ของบีโอไอ ช่วยลดความซับซ้อนของขั้นตอนการขออนุญาตและการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ทำให้โครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว
Mr. Donald Carpenter ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เพียวไซเคิล เทคโนโลยีส์ บริษัทรีไซเคิลพลาสติกขนาดใหญ่ด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้าจากสหรัฐฯ กล่าวว่า ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน วัตถุดิบ และนโยบายสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทเลือกประเทศไทยเป็นฐานดำเนินธุรกิจในภูมิภาค โดยบริษัทเชื่อว่ากลไก Thailand FastPass จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและสนับสนุนการดำเนินโครงการในระยะต่อไป
นายฟู่ หวา จิน แลลี่ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แซม พรีซิชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์สำหรับอากาศยานพาณิชย์ เครื่องบินเจ็ต และผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง การคมนาคมขนส่ง และการสนับสนุนจากภาครัฐ โดย Thailand FastPass มีส่วนสำคัญในการเร่งรัดการขอใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้กระบวนการอนุมัติต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น
นายกริช ลี้ถาวร กรรมการ บริษัท แอดวานซ์ อินเตอร์คอนเนคชั่น เทคโนโลยี จำกัด ผู้ผลิต High Density Interconnect PCB กล่าวว่า ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานและนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการได้รับคัดเลือกเข้า Thailand FastPass ช่วยอำนวยความสะดวกในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ทำให้โครงการสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในการจัดงานครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะได้เยี่ยมชมนิทรรศการและบูธแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย ซึ่งนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากภาคเอกชนและหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ระบบ LiDAR เทคโนโลยีอวกาศ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ฐานการผลิตและศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงของภูมิภาค
“กลไก Thailand FastPass จะพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อทุกหน่วยงานทำงานในทิศทางเดียวกัน โครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติแล้วก็จะสามารถเดินหน้าได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ในยุคที่โลกกำลังปรับห่วงโซ่อุปทาน นักลงทุนต้องการความชัดเจนและความเร็ว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องส่งสัญญาณว่าเรามีความพร้อม เพื่อให้สามารถดึงดูดโครงการลงทุนคุณภาพเพื่อสร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
บีโอไอจะขยายกลไก Thailand FastPass อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมใบอนุญาตด้านต่างๆ และรองรับโครงการสำคัญในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศเพิ่มเติม เพื่อเร่งสร้างงานคุณภาพ เสริมสร้างซัพพลายเชนให้แข็งแกร่ง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว
