Site icon Onlinenewstime.com – News and Knowledge to sustainability

มหาอุทกภัยเนปาล-ทิเบต ธารน้ำแข็งถล่มเขย่าหิมาลัย โลกร้อนเพิ่มความเปราะบาง จับตาระดับน้ำถึง 1 ก.ย. นี้

nepal-tibet-flood-glacier-collapse-2026

Onlinenewstime.com : ภัยพิบัติน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาล–ทิเบต เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เกิดขึ้นหลังธารน้ำแข็งและมวลหินบนพื้นที่สูงพังถล่ม ก่อนพัฒนาเป็นกระแสน้ำ โคลน และเศษซากไหลลงสู่ระบบแม่น้ำอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยรายและสูญหายกว่า 1,000 คน

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ภาวะโลกร้อนอาจเพิ่มความเปราะบางของธารน้ำแข็งและภูมิประเทศบนเทือกเขาหิมาลัย แต่ยังไม่อาจสรุปว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของเหตุการณ์ครั้งนี้ ด้านทางการจีนและเนปาลเร่งติดตามระดับน้ำในทะเลสาบกั้นน้ำชั่วคราว โดยเฉพาะช่วงประมาณวันที่ 1 กันยายน 2569 โดยอัปเดตล่าสุด ณ 28 ส.ค. 2569 สถานการณ์ ยังไม่ปลอดภัย เพราะทะเลสาบกั้นน้ำที่เกิดจากดิน–หิน–น้ำแข็งถล่มบริเวณชายแดนจีน–เนปาลเริ่มมีน้ำล้น และทำให้ต้องระงับหรือจำกัดปฏิบัติการกู้ภัยบางพื้นที่ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดน้ำหลากซ้ำ

จากสัญญาณแผ่นดินไหว สู่ข้อค้นพบ “ธารน้ำแข็งและมวลหินถล่ม”

เหตุการณ์เริ่มขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 26 สิงหาคม 2569 บริเวณพื้นที่ภูเขาสูงใกล้พรมแดนประเทศเนปาล-ประเทศจีน เมื่อส่วนหนึ่งของธารน้ำแข็งบริเวณ Langtang Lirung ยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาลังตังหิมาลัย พังถล่มลงมาพร้อมมวลหินและตะกอน ก่อนตกลงสู่หุบเขาด้านล่างและเข้าสู่แม่น้ำ Lhende Khola

ข้อมูลจากภาพดาวเทียมที่มีการวิเคราะห์หลังเกิดเหตุชี้ว่า การพังทลายครั้งนี้มีทั้งส่วนของน้ำแข็งและชั้นหินบริเวณใต้ธารน้ำแข็งเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้มวลวัสดุจำนวนมากเคลื่อนตัวลงสู่หุบเขาอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนเป็นกระแส น้ำ–โคลน–หิน หรือ debris flow ที่มีพลังทำลายสูง

รายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญประเมินจากภาพดาวเทียมว่า ส่วนล่างของธารน้ำแข็งที่ระดับประมาณ 5,200 เมตรพังลงมา และตกลงสู่พื้นที่ต่ำกว่าราว 1,200 เมตร ขณะที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้ธารน้ำแข็งพังลงมา

ช่วงแรกมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่ก่อนเหตุการณ์ แต่การตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมโดย สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ชี้ว่า สัญญาณที่ตรวจจับได้เป็นพลังงานจากการพังทลายของมวลหินและน้ำแข็ง รวมถึงการไหลของเศษซาก ไม่ใช่แผ่นดินไหวตามที่เข้าใจกันในตอนแรก

จึงสามารถอธิบายลำดับเหตุการณ์ได้อย่างระมัดระวังว่า ธารน้ำแข็งและมวลหินพังถล่ม จากนั้นมวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนเคลื่อนลงหุบเขา ทำให้เกิดกระแส debris flow น้ำและตะกอนเข้าสู่ระบบแม่น้ำ และระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ท้ายน้ำ

น้ำ–หิน–ตะกอน เคลื่อนตัวลงหุบเขาอย่างรวดเร็ว

ความรุนแรงของเหตุการณ์ไม่ได้เกิดจากปริมาณน้ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเคลื่อนตัวพร้อมกันของน้ำ น้ำแข็ง หิน ดิน และตะกอนจำนวนมาก เมื่อมวลเหล่านี้เข้าสู่แม่น้ำ จึงทำให้กระแสน้ำมีทั้งน้ำหนักและแรงกระแทกสูง สามารถกวาดสิ่งปลูกสร้าง สะพาน ถนน รถยนต์ และโครงสร้างพื้นฐานตามแนวแม่น้ำไปพร้อมกับกระแสน้ำ

ข้อมูลด้านอุทกวิทยาที่รวบรวมหลังเกิดเหตุพบว่า ระดับน้ำในแม่น้ำ Trishuli บริเวณ Galchhi เพิ่มขึ้นประมาณ 9 เมตรภายในเวลา 30 นาที สะท้อนถึงความเร็วและขนาดของคลื่นน้ำที่เคลื่อนตัวลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำ

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ Rasuwa, Nuwakot และ Dhading ของเนปาล รวมถึงพื้นที่ Gyirong County และ Gyirong Port ฝั่งทิเบต

ถนน สะพาน บ้านเรือน และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำได้รับความเสียหาย ขณะที่เส้นทางคมนาคมบริเวณชายแดนซึ่งมีความสำคัญต่อการเดินทางและการค้าระหว่างเนปาลกับจีนได้รับผลกระทบอย่างมาก

นักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญอยู่ในกลุ่มผู้สูญหาย

พื้นที่ชายแดนดังกล่าวเป็นเส้นทางเดินทางไปยังพื้นที่สำคัญทางศาสนาและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางสู่ Mount Kailash และ Lake Mansarovar

ด้วยเหตุนี้ ผู้สูญหายจึงไม่ได้มีเฉพาะประชาชนในพื้นที่ แต่รวมถึงนักท่องเที่ยว ผู้แสวงบุญ และชาวต่างชาติจากหลายประเทศ

ตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายมีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องตามความคืบหน้าของการค้นหาและการตรวจสอบรายชื่อ เนื่องจากระบบสื่อสารและเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ได้รับความเสียหาย

ข้อมูลจากสำนักข่าวต่างประเทศ ณ ช่วงวันที่ 27–28 สิงหาคมรายงานยอดผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายแตกต่างกันตามช่วงเวลาที่มีการรวบรวมข้อมูล ดังนั้น ตัวเลขควรถือเป็น ข้อมูลระหว่างภารกิจค้นหาและยืนยัน มากกว่าจะเป็นยอดสุดท้าย

โลกร้อนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้อย่างไร?

คำถามสำคัญหลังเกิดเหตุคือ ภาวะโลกร้อนเกี่ยวข้องกับการพังทลายของธารน้ำแข็งครั้งนี้หรือไม่

คำตอบในเวลานี้ควรแยกออกเป็น 2 ระดับ ระดับแรก คือ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่า Climate Change เป็นสาเหตุโดยตรงของการถล่มครั้งนี้

ระดับที่สอง คือ นักวิทยาศาสตร์มองว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ระบบน้ำแข็งและภูมิประเทศบนเทือกเขาหิมาลัยมีความเปราะบางมากขึ้น

พื้นที่ Hindu Kush Himalaya กำลังเผชิญการสูญเสียน้ำแข็งและการเปลี่ยนแปลงของระบบน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว หรือ permafrost อาจทำให้โครงสร้างภูเขาบางพื้นที่มีเสถียรภาพลดลง

Associated Press รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์มองว่าภาวะโลกร้อนอาจมีส่วนเพิ่มโอกาสของเหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มและดินถล่มบนพื้นที่สูง แต่ย้ำว่าการเชื่อมโยงโดยตรงกับเหตุการณ์ครั้งนี้ยังต้องมีการศึกษาต่อไป

ดังนั้น การอธิบายที่เหมาะสมกว่าคือ โลกร้อนไม่ได้หมายความว่า “ทำให้ธารน้ำแข็งลูกนี้ถล่ม” โดยตรง แต่กำลังเปลี่ยนสภาพแวดล้อมบนภูเขาสูง และอาจเพิ่มความเปราะบางต่อภัยพิบัติประเภทธารน้ำแข็งถล่ม ดินถล่ม และน้ำท่วมฉับพลัน

นี่คือเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังพื้นที่ภูเขาสูงมากขึ้น

หลังน้ำลด ยังต้องติดตาม “ทะเลสาบกั้นน้ำชั่วคราว”

หลังมวลดิน หิน และเศษซากเคลื่อนตัวลงมาตามหุบเขา บางส่วนได้กีดขวางทางน้ำบริเวณชายแดนจีน–เนปาล จนเกิด ทะเลสาบกั้นน้ำชั่วคราว ในฝั่งทิเบต

ข้อมูลที่มีการรายงานระบุว่า ทะเลสาบดังกล่าวมีน้ำสะสมอยู่แล้วประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร และอาจมีน้ำไหลเข้ามาเพิ่มอีกประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตรในช่วง 3 วัน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องติดตามระดับน้ำและเสถียรภาพของแนวกั้นตามธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญในระยะนี้จึงไม่ใช่การคาดการณ์ว่าจะเกิดน้ำท่วมครั้งใหม่อย่างแน่นอน แต่เป็นการ เฝ้าระวังระดับน้ำและประเมินเสถียรภาพของทะเลสาบกั้นน้ำ

ทางการจีนประเมินว่าระดับน้ำหรืออัตราการไหลอาจเพิ่มขึ้นสูงในช่วงประมาณ 1 กันยายน 2569 ขณะที่ฝนที่อาจตกเพิ่มเติมในพื้นที่ภูเขาจะเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม

หากแนวกั้นตามธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือมีน้ำไหลออกอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จะต้องประเมินผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ รวมถึงบริเวณ Gyirong Port และหุบเขาตามแนวแม่น้ำ จึงมีการยกระดับการเฝ้าระวังและเตรียมมาตรการรองรับ เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนและดำเนินการได้ทันหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

ภารกิจกู้ภัยเดินหน้าควบคู่การเฝ้าระวัง

ขณะเดียวกัน ภารกิจหลักของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังคงเป็นการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงการนำสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ที่ถูกตัดขาด

กองทัพและหน่วยกู้ภัยของเนปาลใช้เฮลิคอปเตอร์และเครื่องจักรหนักเพื่อเข้าถึงพื้นที่ที่ถนนและสะพานได้รับความเสียหาย ส่วนฝั่งจีนยังคงดำเนินการค้นหาและประเมินพื้นที่บริเวณ Gyirong County

ความช่วยเหลือจากต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศถูกระดมเข้าสู่เนปาล ทั้งในด้านสิ่งของบรรเทาทุกข์ การแพทย์ การค้นหาและกู้ภัย และการสนับสนุนด้านการฟื้นฟู

บทเรียนจากภัยพิบัติ “ลูกโซ่” บนเทือกเขาหิมาลัย

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าภัยพิบัติในพื้นที่ภูเขาสูงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียว แต่สามารถเชื่อมโยงกันเป็น ภัยพิบัติแบบลูกโซ่ (Cascading Disaster)

จาก ธารน้ำแข็งพัง → มวลหินและน้ำแข็งถล่ม → น้ำและตะกอนไหลลงแม่น้ำ → น้ำท่วมฉับพลัน → โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย → เกิดการกีดขวางทางน้ำ → ต้องเฝ้าระวังทะเลสาบกั้นน้ำ

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนเพียงความรุนแรงของน้ำท่วม แต่ยังชี้ให้เห็นความจำเป็นของการติดตาม ธารน้ำแข็ง ภูมิประเทศ ระดับน้ำ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ไปพร้อมกัน

สำหรับประเทศที่มีชุมชนจำนวนมากตั้งอยู่ตามหุบเขาและลำน้ำ ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อมูลจากระบบตรวจวัดและภาพดาวเทียมสามารถส่งต่อไปยังชุมชนได้อย่างรวดเร็ว

เพราะในภัยพิบัติบนพื้นที่ภูเขาสูง การมีข้อมูลเร็วขึ้นเพียงไม่กี่นาที อาจหมายถึงเวลาที่เพิ่มขึ้นสำหรับการตัดสินใจและการอพยพ

สถานการณ์ ณ 28 สิงหาคม 2569

หมายเหตุ: ตัวเลขผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย และปริมาณน้ำเป็นข้อมูลที่รวบรวมจากรายงานในช่วงวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 และอาจมีการปรับปรุงตามผลการค้นหาและการประเมินสถานการณ์ของหน่วยงานในพื้นที่

ที่มา: สำนักข่าวต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

Exit mobile version