Onlinenewstime.com : กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เสนอคณะรัฐมนตรีถอด 9 ธุรกิจ ออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เหตุมีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว ช่วยลดความซ้ำซ้อนขั้นตอนการขออนุญาตประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ ปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทการประกอบธุรกิจในยุคปัจจุบัน
ยืนยันคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและคุ้มครองธุรกิจของคนไทยเป็นสำคัญ ชาวต่างชาติที่ต้องการประกอบธุรกิจยังคงต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแลเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องดำเนินการขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ให้ซ้ำซ้อนอีกต่อไป
ช่วยสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย และส่งเสริมการลงทุนให้ประเทศไทยมีศักยภาพพร้อมแข่งขันในระดับนานาชาติ
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบถอด9 ธุรกิจ ออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 มีกฎหมายเฉพาะและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแล ประกอบด้วย
1.1 ธุรกิจบริการโทรคมนาคม สำหรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง (ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจกิจการโทรคมนาคม)
1.2 ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน (ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน)
1.3 ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินในรูปแบบต่างๆ ที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน (ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า)
1.4 ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และ
1.5 ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (โดยให้ส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรในคลังสินค้าที่ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากำหนด)
กลุ่มที่ 2 ให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือในกลุ่ม ประกอบด้วย
2.1 ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม
2.2 ธุรกิจบริการค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศให้แก่บริษัทในเครือ โดยธุรกิจกลุ่มนี้ เป็นการให้บริการเฉพาะในเครือในกลุ่มบริษัทของตนเอง เพื่อบริหารสภาพคล่องภายในกลุ่ม จึงไม่ได้มีการแข่งขันกับธุรกิจของคนไทย
และ กลุ่มที่ 3 อื่นๆ ได้แก่
3.1 ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงิน เครื่องจำหน่ายสินค้า หรือบริการอัตโนมัติ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท โดยธุรกิจนี้ ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของพนักงานของธุรกิจเป็นหลัก
3.2 ธุรกิจการขุดเจาะปิโตรเลียม เป็นการให้บริการเฉพาะผู้รับสัมปทาน โดย 8 ธุรกิจ ของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ เสนอในรูปแบบร่างกฎกระทรวง ยกเว้น ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในกลุ่มธุรกิจที่ 1 จะเสนอในรูปแบบร่างพระราชกฤษฎีกา
อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า การเสนอคณะรัฐมนตรีถอด 9 ธุรกิจ ออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ไม่ใช่การเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาแย่งธุรกิจคนไทยแต่อย่างใด แต่เป็นการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อขจัดความซ้ำซ้อนทางกฎหมาย
เพิ่มความคล่องตัวของนักลงทุนชาวต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาพัฒนาศักยภาพแรงงานและธุรกิจไทยให้มีพร้อมแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม แม้จะถอดธุรกิจออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แต่นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย หากประสงค์จะตั้งบริษัทต้องขอจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และยังคงต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแลเหมือนเดิม เช่น
*ธุรกิจโทรคมนาคมต้องขออนุญาตจากสำนักงาน กสทช. *ธุรกิจศูนย์บริหารเงินต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย *ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต้องขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) *ธุรกิจขุดเจาะปิโตรเลียมต้องขออนุญาตจากกระทรวงพลังงาน ฯลฯ เป็นต้น
เพียงแต่ไม่ต้องดำเนินการขออนุญาตการประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จากกระทรวงพาณิชย์อีก ซึ่งจะช่วยลดการซ้ำซ้อนในการขออนุญาตประกอบธุรกิจได้เป็นอย่างมาก เป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศได้เป็นอย่างดี
กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าว คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ประกอบการและธุรกิจประเภทที่คนไทยยังไม่พร้อมจะแข่งขันกับชาวต่างชาติเพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบ ช่วยสร้างความสมดุลและลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ
รวมทั้ง ดึงดูดการลงทุนของชาวต่างชาติให้เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้น อันจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม
ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่เฉพาะเงินลงทุนที่นักลงทุนชาวต่างชาติจะนำเข้ามาเท่านั้น แต่จะมีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านธุรกิจนั้นๆ เข้ามาสู่ประเทศไทยด้วย
รวมทั้ง มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญแก่ผู้ประกอบการหรือพนักงานชาวไทย ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มทักษะเฉพาะด้านแก่ภาคแรงงานของไทย ทำให้ธุรกิจไทยเกิดการพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการบริการและการลงทุนในระดับภูมิภาคและระดับโลกในอนาคต ในขณะเดียวกัน ยังเร่งดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจที่เจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมายและใช้คนไทยเป็นนอมินีแทนชาวต่างชาติอย่างจริงจังต่อไป” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย
