Site icon Onlinenewstime.com – News and Knowledge to sustainability

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย พุ่งเป้ากลุ่มทุนต่างชาติขนาดใหญ่ เข้าข่ายนอมินี

Onlinenewstime.com : นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) มีรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นรองประธานกรรมการ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศและอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นเลขานุการ

ซึ่ง คสธก. มีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบายและมาตรการที่จำเป็นเร่งด่วนเพื่อบูรณาการหน่วยงานในการป้องกันและปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ด้วยการสั่งให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐปฏิบัติงานภายในขอบเขตหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย

รวมทั้งขอความร่วมมือภาคเอกชนเพื่อให้ดำเนินการตามนโยบายและมาตรการเร่งด่วน และติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้เท่าทันและความเข้าใจสถานการณ์ต่อประชาชน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “ในด้านการป้องกันและปราบปรามนอมินี กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รับรายงานการตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงของคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายระดับจังหวัดทั่วประเทศ ใน 6 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่

1) ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก

2) ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์

3) ธุรกิจ e-Commerce ขนส่ง และคลังสินค้า

4) ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท

5) ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ

6) ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป

ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จ 34 จังหวัด รวม 404 ราย ในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้กำหนดภารกิจเร่งด่วน (Quick Big Win) โดยกำลังดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานการกระทำความผิดของธุรกิจกลุ่มเสี่ยงที่มีลักษณะนอมินี

ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) จำนวน 11 ราย นอกจากนี้ กรมฯ ได้ตรวจสอบนิติบุคคลเป้าหมายกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นกลุ่มทุนต่างชาติขนาดใหญ่ในพื้นที่เสี่ยงสูง และส่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

(1) กลุ่มแรก พื้นที่ต่างจังหวัด จำนวน 34 ราย แบ่งตามประเภทธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเกี่ยวเนื่อง 10 ราย โรงแรมรีสอร์ท/ที่พัก 7 ราย บริการให้คำปรึกษา 5 ราย ธุรกิจก่อสร้าง 3 ราย ธุรกิจนำเที่ยว 1 ราย ธุรกิจเหมืองแร่ 1 ราย ธุรกิจร้านอาหาร 1 ราย และธุรกิจอื่นๆ 6 ราย

(2) กลุ่มสอง พื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 27 ราย แบ่งตามประเภทธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจซื้อมาขายไป/ขายปลีก/ขายส่ง 11 ราย ธุรกิจตัวแทนนายหน้านำเข้าส่งออก/ชิปปิ้ง 4 ราย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเกี่ยวเนื่อง 3 ราย ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ท 1 ราย ธุรกิจคลังสินค้า 1 ราย ธุรกิจบริการ (ให้คำปรึกษา/จัดแสดงสินค้า/รับจัดการ) รวม 7 ราย

ทั้งนี้ ยังมีกลุ่มทุนต่างชาติขนาดใหญ่อีกชุดหนึ่งที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและคัดกรองข้อมูล รวม 763 ราย โดยแบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 448 ราย พื้นที่ต่างจังหวัด จำนวน 315 ราย

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวส่งท้ายว่า “การดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายยังคงเน้นการตรวจสอบแบบเชิงลึก พุ่งเป้ามากขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการค้า และส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยจะทำงานร่วมกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเข้มข้น แต่ขณะเดียวกันก็จะปรับกระบวนการทำงานเพื่อให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้รับความสะดวกมากที่สุด”

Exit mobile version