Onlinenewstime.com : เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกปี 2569 ฟื้นตัวต่อเนื่องจากภาคส่งออกและการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการลงทุนเครื่องจักร
ส่งผลให้ GDP โต 2.8% ขณะที่ สศช. ประเมินทั้งปีเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ แม้เผชิญความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันการค้า และภาคท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายดนุชา พิชยนันท์เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) ได้แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาสแรกของปี 2569 และแนวโน้ม ปี 2569 ณ ห้อง 521 สศช. โดยมีรายละเอียด ดังนี้
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2.8 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 2.5 ในไตรมาสที่สี่ของปี 2568 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวจากไตรมาสที่สี่ของปี 2568 ร้อยละ 0.7 (QoQ_SA)
ด้านการใช้จ่าย การลงทุนรวม การส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเร่งขึ้น การอุปโภค บริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกบริการกลับมาขยายตัว
การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวในเกณฑ์ดีร้อยละ 3.2 ต่อเนื่องจากร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของการใช้จ่ายในทุกหมวด โดยการใช้จ่ายหมวดสินค้าไม่คงทนขยายตัวร้อยละ 3.5 เร่งขึ้นจาก 2 ร้อยละ 2.5 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ขนส่งส่วนบุคคล และด้าน ไฟฟ้าและก๊าซ ขณะที่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มชะลอลง การใช้จ่ายหมวดสินค้ากึ่งคงทนขยายตัวร้อยละ 3.5 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.6 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการขยายตัวเร่งขึ้นของการใช้จ่ายกลุ่มเสื้อผ้าและ รองเท้า
ส่วนกลุ่มเครื่องเรือนและเครื่องตกแต่งขยายตัวต่อเนื่อง การใช้จ่ายในหมวดบริการขยายตัวร้อยละ 2.2 ชะลอตัวจากร้อยละ 2.9 ในไตรมาสก่อนหน้าตามการชะลอตัวของการใช้จ่ายกลุ่มบริการด้านสุขภาพ และ บริการด้านขนส่ง
ขณะที่การใช้จ่ายกลุ่มโรงแรมและภัตตาคารปรับตัวดีขึ้น การใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทน ขยายตัวร้อยละ 6.8 ชะลอลงจากร้อยละ 12.2 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายเพื่อซื้อยานพาหนะขยายตัว ร้อยละ 16.3 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 26.4 ในไตรมาสก่อน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น เป็นระดับ 52.8 จากระดับ 52.3 ในไตรมาสก่อนหน้า
การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 3.4 เร่งขึ้นจากร้อยละ 1.3 ในไตรมาสก่อน โดยค่าซื้อสินค้าและบริการ และรายจ่ายการโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่ เป็นตัวเงินสำหรับสินค้าและบริการในระบบตลาดขยายตัวร้อยละ 5.8 และร้อยละ 20.7 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.8 และร้อยละ 2.4 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามลำดับ
ส่วนค่าตอบแทนแรงงานขยายตัวร้อยละ 0.2 ชะลอลงจากร้อย ละ 0.7 ในไตรมาสก่อน สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 22.0 (ต่ำ กว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 39.3 ในไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 22.7 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน)
การลงทุนรวม ขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 9.9 เร่งขึ้นจากร้อยละ 8.1 ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตรา การขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558 โดยการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 10.1 เร่งขึ้นจากร้อยละ 6.5 ในไตรมาสก่อนหน้า
การลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อย ละ 11.5 เร่งขึ้นจากร้อยละ 6.8 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนในหมวดเครื่องจักร อุตสาหกรรม และหมวดยานพาหนะ เป็นสำคัญ
ส่วนการลงทุนในหมวดก่อสร้างขยายตัวร้อยละ 3.0 ชะลอลงจาก ร้อยละ 4.8 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการชะลอตัวของการก่อสร้างที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม และ อาคารพาณิชย์ การลงทุนภาครัฐขยายตัวร้อยละ 9.4 ชะลอลงจากร้อยละ 13.3 ในไตรมาสก่อน สอดคล้องกับ การชะลอตัวของการลงทุนในหมวดก่อสร้างที่ขยายตัวร้อยละ 8.3 ชะลอลงจากร้อยละ 15.6 ในไตรมาสก่อนหน้า
ขณะที่การลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือขยายตัวร้อยละ 13.5 เร่งขึ้นจากร้อยละ 4.6 ในไตรมาสก่อนหน้า สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 15.1 (ต่ำกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 19.0 ในไตรมาสก่อนหน้า แต่สูงกว่าร้อยละ 14.4 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน)
ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 17.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 9.4 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก
ขณะที่การส่งออก สินค้าเกษตรลดลงเนื่องจากการแข่งขันทางด้านราคาของประเทศผู้ส่งออกในตลาดโลก โดยดัชนีปริมาณการ ส่งออกขยายตัวร้อยละ 15.1 เร่งขึ้นจากร้อยละ 8.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการเพิ่มขึ้นของปริมาณการส่งออก สินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรลดลง ส่วนดัชนีราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 ต่อเนื่องจากร้อยละ 1.0 ในไตรมาสก่อนหน้า
กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า (ร้อยละ 19.6) อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม (ร้อยละ 140.1) ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ร้อยละ 45.4) เครื่องประดับ (ร้อยละ 107.3) รถกระบะและรถบรรทุก (ร้อยละ 53.6) และคอมพิวเตอร์ (ร้อยละ 20.2) กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่า ส่งออกลดลงอาทิ รถยนต์นั่ง (ลดลงร้อยละ 39.1) และอากาศยาน, เรือ, แท่น, และรถไฟ (ลดลงร้อยละ 18.0)
ส่วน การส่งออกสินค้าไปตลาดส่งออกหลักส่วนใหญ่ขยายตัวต่อเนื่อง ได้แก่ ตลาดสหรัฐฯ จีน อาเซียน (5) และสหภาพ ยุโรป (27) ขณะที่การส่งออกสินค้าไปยังตลาด CLMV ตะวันออกกลาง และเกาหลีใต้ปรับตัวลดลง การนำเข้า สินค้า มีมูลค่า 95,399 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 33.1 เร่งขึ้นจากร้อยละ 17.5 ในไตรมาสก่อน และเป็น การขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส โดยปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.7 และราคานำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส0.3 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (6.9 พันล้านบาท) เทียบ กับการเกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (44.0 พันล้านบาท) ในไตรมาสก่อนหน้า
ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรม สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่สาขาการขายส่งและการขายปลีก และสาขาการ ก่อสร้างชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า
สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 0.6 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ของหมวดพืชผลสำคัญ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก สภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวย และการขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ของหมวดปศุสัตว์ ในขณะที่ หมวดประมงปรับตัวลดลง โดยผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน (เพิ่มขึ้นร้อย ละ 40.8) กลุ่มไม้ผล (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7) โดยเฉพาะทุเรียน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 139.0) มังคุด (เพิ่มขึ้นร้อยละ 358.1) และลิ้นจี่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 311.3) อ้อยโรงงาน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4) ยางพารา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7) และ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8) ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ ๆ บางรายการ ปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือก (ลดลงร้อยละ 2.6) มันสำปะหลัง (ลดลงร้อยละ 9.2) และกุ้งขาวแวนนาไม (ลดลงร้อยละ 0.5) ตามลำดับ ในขณะดัชนีราคาสินค้าเกษตรลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ร้อยละ 8.5 เทียบกับ การลดลงร้อยละ 13.7 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของดัชนีราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ๆ หลายรายการ ได้แก่ ยางพารา (ลดลงร้อยละ 12.3) สุกร (ลดลงร้อยละ 15.0) ข้าวเปลือก (ลดลงร้อยละ 7.0) อ้อยโรงงาน (ลดลงร้อยละ 22.3) และปาล์มน้ำมัน (ลดลงร้อยละ 14.1) ตามลำดับ การลดลงของดัชนีราคาสินค้าเกษตรส่งผลให้ ดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ร้อยละ 6.3 เทียบกับการลดลงร้อยละ 13.1 ในไตรมาสก่อนหน้า
สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 0.9 ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 0.4 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยกลุ่มการผลิตเพื่อการส่งออกในช่วงร้อยละ 30 – 60 ขยายตัวตามการผลิตสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ การผลิตยานยนต์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7) การผลิตน้ำตาล (เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.9) และ การผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูป (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3) ตามลำดับ ส่วนการผลิตสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ การผลิต ยางนอกและยางใน การหล่อดอกยางและการซ่อมสร้างยาง (ลดลงร้อยละ 0.7) และการผลิตจักรยานยนต์ (ลดลง ร้อยละ 4.3)ตามลำดับ
กลุ่มการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ (สัดส่วนส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 30) กลับมา ขยายตัวตามการผลิตสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.6) การผลิตเนื้อสัตว์ (ยกเว้นสัตว์ปีก) (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1) การผลิตเคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน (เพิ่มขึ้นร้อย ละ 20.8) ตามลำดับ ส่วนการผลิตสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ การผลิตพลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น (ลดลงร้อยละ 3.7) และการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่น ๆ (ลดลงร้อยละ 0.1) ตามลำดับ และกลุ่มการผลิตเพื่อ ส่งออก (สัดส่วนส่งออกมากกว่าร้อยละ 60) เพิ่มขึ้นตามการผลิตสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ การผลิต ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.1) และการผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.8) ตามลำดับ
ส่วนการผลิตสำคัญ ๆ ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ การผลิตเครื่องประดับเพชรพลอย แท้และสิ่งของที่เกี่ยวข้อง (ลดลงร้อยละ 0.2) สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 61.26 สูงกว่า ร้อยละ 57.50 ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ต่ำกว่าร้อยละ 61.61 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 0.6 ในไตรมาส ก่อนหน้า ตามการเพิ่มขึ้นของรายรับรวมจากการท่องเที่ยว ทั้งการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ และนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทย (ไทยเที่ยวไทย) มีจำนวน 71.12 ล้านคน – ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 1.2 ในไตรมาสก่อนหน้า รายรับจาก นักท่องเที่ยวชาวไทยอยู่ที่ 2.75 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.4 ในไตรมาส ก่อนหน้า
ส่วนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมีจำนวน 9.317 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 91.48 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19) ลดลงร้อยละ 2.4 เทียบกับการลดลงร้อยละ 6.3 ในไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับมูลค่าบริการรับด้านการท่องเที่ยวอยู่ที่ 4.84 แสนล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 96.94 เมื่อเทียบกับช่วงก่อน โควิด-19) เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส ร้อยละ 4.7 เทียบกับการลดลงร้อยละ 5.4 ในไตรมาสก่อนหน้า การ เพิ่มขึ้นของทั้งรายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและมูลค่าบริการรับด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้มีรายรับรวมจาก การท่องเที่ยวอยู่ที่ 7.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส ร้อยละ 3.8 เทียบกับการลดลงร้อยละ2.0 ในไตรมาสก่อนหน้า สำหรับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 74.90 ต่ำกว่าร้อยละ 76.05 ในไตร มาสก่อนหน้า และต่ำกว่าร้อยละ 74.93 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.2 ในไตรมาสก่อนหน้า ประกอบด้วย (1) บริการขนส่งทางอากาศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 เทียบกับการเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 ในไตรมาสก่อนหน้า (2) บริการขนส่งทางบกและท่อลำเลียง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 เทียบกับการเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 ในไตรมาสก่อนหน้า (3) บริการขนส่งทางน้ำ ลดลงร้อยละ 1.0 เทียบกับการลดลงร้อยละ 2.6 ในไตรมาส ก่อนหน้า (4) บริการสนับสนุนการขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 6.3 ในไตรมาสก่อนหน้า และ (5) บริการไปรษณีย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.0 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 4.5 ในไตรมาสก่อนหน้า
สาขาการก่อสร้าง เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 11.2 ในไตรมาสก่อนหน้า โดย (1) การก่อสร้างภาครัฐขยายตัวร้อยละ 8.3 ชะลอลงจากการขยายร้อยละ 15.6 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของการก่อสร้างของรัฐบาล เป็นสำคัญ ในขณะที่การก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจปรับตัวเพิ่มขึ้น และ (2) การก่อสร้างภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 3.0 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 4.8 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของการก่อสร้างทุกประเภท ทั้งการก่อสร้างที่อยู่อาศัย การก่อสร้างอาคารที่มิใช่ที่อยู่อาศัย และการก่อสร้างอื่น ๆ
เสถียรภาพทางเศรษฐกิจอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.91 สูงกว่าร้อยละ 0.70 ในไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 0.89 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ร้อยละ -0.5 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.6 ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.2 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (101.6 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 280.5 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.38ของ GDP
แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2569
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5 – 2.5 (ค่ากลางการประมาณการ ร้อยละ 2.0) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย (1) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน (2) การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ และ (3) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก
ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 2.4 และร้อยละ 3.7 ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ สรอ. จะขยายตัวร้อยละ 9.6 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0 – 3.0 และ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 1.0 ของ GDP
รายละเอียดของการประมาณการเศรษฐกิจในปี 2569 ในด้านต่าง ๆ มีดังนี้
1. การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย (1) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.4 ต่อเนื่องจากร้อยละ 2.7 ในปี 2568 และปรับขึ้นจากร้อยละ 2.1 ในการประมาณการ ครั้งก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบของภาครัฐ ขณะที่ (2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.2 เท่ากับประมาณการครั้งก่อน และ เร่งขึ้นจากร้อยละ 0.6 ในปี 2568 ตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำทั้งในส่วนของงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 และงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปี
2. การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.5 ชะลอลงจากร้อยละ 4.9 ในปีก่อนหน้า แต่เป็น การปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.8 ในการประมาณการครั้งก่อน โดย (1) การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว ร้อยละ 3.7 เร่งขึ้นจากร้อยละ 3.5 ในปีก่อนหน้า และปรับเพิ่มจากร้อยละ 1.9 ในการประมาณการครั้งก่อน ตาม การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ สอดคล้องกับการขยายตัวของการลงทุนใน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงและสาขาดิจิทัล
ขณะที่ (2) การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.1 ชะลอลงจากร้อยละ 8.9 ในปีก่อนหน้า ตามกรอบวงเงินงบประมาณที่ปรับลดลง แต่เป็นการปรับเพิ่มจากร้อยละ 1.7 ในการประมาณการครั้งก่อน สอดคล้องกับสมมติฐานการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะสามารถบังคับใช้และเบิกจ่ายได้ตามกำหนด ประกอบกับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากงบประมาณ ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ
3. มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 9.6 ชะลอลงจาก การขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 12.7 ในปี 2568 แต่ปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.0 ในการประมาณการครั้งก่อน ตามการผ่อนคลายมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าที่ เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามี แนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
ขณะที่การส่งออกบริการมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามการลดลงของนักท่องเที่ยว ต่างชาติ โดยคาดว่ารายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.49 ล้านล้านบาท ปรับลดลงจาก 1.65 ล้านล้านบาท ตามการปรับลดสมมติฐานของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังเพิ่มขึ้นจาก 1.47 ล้านล้านบาท ในปี 2568 เนื่องจากการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการ ในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวร้อยละ 6.2 ปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.1 ในการประมาณการครั้งก่อน แต่ ชะลอลงจากร้อยละ 9.4 ในปีก่อนหน้า
ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569
การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2569ควรให้ความสำคัญกับ
1) การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การบริหารจัดการความมั่นคงทาง พลังงานเพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อ ประกอบด้วย (1.1) การบริหารจัดการ ด้านอุปทาน โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งสำรองหลากหลาย (Diversification) เพื่อทดแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลาง การเพิ่มกำลังการผลิตจากแหล่งผลิตภายในประเทศ
รวมถึงการ ติดตามและบริหารปริมาณพลังงานสำรองทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศให้เพียงพอเพื่อสร้างความ มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เข้าสู่ภาวะขาดแคลนพลังงาน และ (1.2) การบริหารจัดการด้านอุปสงค์ โดยการใช้ กลไกราคาและมิใช่ราคาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมทั้งการรณรงค์ประหยัดพลังงานเชิงรุกทั้งใน ภาครัฐและภาคเอกชน (2) การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแลผลกระทบ ต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสัดส่วนการพึ่งพิงพลังงานสูงซึ่งได้รับ ผลกระทบรุนแรงและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง อาทิ ภาคขนส่ง ภาคประมง และภาคก่อสร้าง
รวมทั้ง ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ยังควร ดูแลการปรับราคาสินค้าในบัญชีสินค้าควบคุมอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาสินค้าที่จำเป็นของ ครัวเรือน ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจะสามารถ ป้องกันแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่จะส่งผลซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อด้านการผลิต และช่วยลดแรงกดดัน ทางการคลังที่เกิดจากมาตรการให้ความช่วยเหลือในวงกว้าง (3) การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบในภาค การผลิตอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าวัตถุดิบที่พึ่งพาการนำเข้าจาก ตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยติดตามสต็อกสินค้าวัตถุดิบสำคัญควบคู่กับการหาแหล่งนำเข้าชดเชย และการ ใช้วัตถุดิบทางเลือกอื่นที่สามารถใช้ในการผลิตทดแทนได้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่การ ผลิตภายในประเทศ (4) การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดย มุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดโดยเฉพาะในการผลิตไฟฟ้าผ่านการเร่ง กระบวนการซื้อกระแสไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) การขายไฟฟ้าส่วนเกินในราคาขายปลีก (Net metering) และการลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมและ กลไกสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ
2) การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริม การลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การอำนวยความสะดวก และการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐและปรับปรุง กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคของการประกอบธุรกิจผ่านการเร่งดำเนินการระบบ Thailand FastPass ตลอดจนการ ยกระดับการดำเนินการต่าง ๆ ที่มีส่วนสนับสนุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ อาทิ การให้บริการพิธีการ ทางด้านศุลกากร และการอนุมัติใบรับรองมาตรฐานสินค้า พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนและ การดำเนินงานในเชิงรุกเพื่อให้นักลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้วมีการลงทุนจริงโดยเร็ว (2) การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน ประกอบด้วย (2.1) การส่งเสริมการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดิจิทัล ซอฟต์แวร์ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เพื่อยกระดับ ศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถรองรับการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยียุคใหม่ (2.2) การสนับสนุน ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับขีดความสามารถในการ ผลิตทั้งการปรับปรุงเครื่องมือเครื่องจักรและกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ อุตสาหกรรมสมัยใหม่โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสีเขียว และเพื่อให้มีศักยภาพ สามารถร่วมทุนและเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตโลก
(2.3) การยกระดับศักยภาพแรงงานในทักษะที่ ยังขาดแคลนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ผ่านการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมสายอาชีพที่ เน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการกับการทำงาน (Work-Integrated Learning) ควบคู่ไปกับการดึงดูดแรงงาน ทักษะสูงจากต่างประเทศให้เข้ามาทำงานเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่แรงงานไทย และ (2.4) การพัฒนาด้าน โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ทั้งด้านขนส่งและโลจิสติกส์ ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และด้านสาธารณูปโภค โดยเฉพาะการบริหารจัดการอุปทานด้านพลังงานไฟฟ้า พลังงานสะอาด และน้ำประปาให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และ (3) การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ ผู้ประกอบการภายในประเทศ โดย (3.1) การกำหนดเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ ควบคู่ไปกับการสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการทำสัญญา การซื้อขายสินค้าระยะยาว (Long-term contract) กับประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบสำคัญในกรณีที่ไม่สามารถ ผลิตภายในประเทศได้
(3.2) การกำหนดเงื่อนไขให้มีกลไกในการพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมใน ประเทศโดยเฉพาะ SMEs ไทยให้ได้รับประโยชน์ผ่านการฝึกอบรม การให้คำปรึกษา และการสนับสนุนด้าน เทคนิค โดยการสร้างแพลตฟอร์มจับคู่ธุรกิจ รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะหรือสาธิตทางเทคโนโลยี เพื่อ เชื่อมต่อความรู้ความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ากับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย
3) การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยการเตรียมความพร้อมต่อกระบวนการ ไต่สวนตามมาตรา 301 และรองรับความเสี่ยงของการใช้มาตรา 201 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 (The Trade Act of 1974) โดยเร่งส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศ (Local content) (2) การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มี แนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ได้แก่ ข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ปากีสถาน ตุรกี ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และเตรียมศึกษาเพื่อ เจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญใหม่ที่มีศักยภาพ ได้แก่ กลุ่มประเทศภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชีย ใต้
(3) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 – 2570 ได้แก่ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และข้อ กฎหมายด้านการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรป (4) การลดต้นทุนการ ผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ในการปรับตัวต่อมาตรการทางการค้าให้มีความทันสมัยโดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีการป้องกันความเสี่ยงจากความ ผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และ (5) การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการขนส่งสินค้าเพื่อให้สินค้า ไทยสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง และตลาดระยะไกลที่มี ค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มขึ้น
4) การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดย การให้ความสำคัญกับ (1) การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 90.7 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบลงทุนที่ควรเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายไม่น้อย กว่าร้อยละ 70 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด (2) การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้สามารถบังคับใช้ได้ตามกำหนด พร้อมทั้งการเร่งรัดให้หน่วยงานต่าง ๆ
เตรียมความพร้อมการดำเนินการ โครงการลงทุนที่มีความสำคัญให้สามารถเริ่มดำเนินการและเบิกจ่ายได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีงบประมาณ โดยควรให้ งบลงทุนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2570 มีการเบิกจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของวงเงินงบประมาณ ทั้งหมด
(3) การบริหารจัดการงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของ ประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายและดำเนินการได้ อย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ และ (4) การรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต ทั้งจาก สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศ ผ่านการกำหนดแนวทางในการลดการขาดดุลทางการคลังและการลดสัดส่วนหนี้สาธารณะ อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังและอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะต่อไป
5) การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดย (1) การเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยการนำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรีย จากตะวันออกกลาง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยสั่งตัดหรือปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจาก ต่างประเทศ รวมถึงการบรรเทาผลกระทบทางด้านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของการใช้เครื่องจักรกลเพื่อ การเกษตรและการขนส่งสินค้าเกษตร และ (2) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการสำรองน้ำให้มีเพียงพอต่อการเพาะปลูก และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงของภาวะฝนทิ้งช่วง/ภัยแล้ง อันเนื่องมาจากผลกระทบของปรากฏการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่ง จะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวนาปีในปีการเพาะปลูก 2569/2570
6) การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญแก่ (1) การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน โดย (1.1) เร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้และปิดจบหนี้ ตามมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และ (1.2) การเร่งรัดปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกให้กับลูกหนี้รายย่อย ที่เริ่มประสบปัญหาในการชำระหนี้ (2) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้า (3) การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับฐานข้อมูลหนี้สิน ครัวเรือนให้ครบถ้วน ครอบคลุมผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภท และการจัดทำฐานข้อมูลภาระหนี้ นอกระบบและข้อมูลทางเลือก (Alternative data) รวมทั้งเชื่อมโยงกับข้อมูลภาระหนี้ในระบบ เพื่อให้มีฐานข้อมูลครบถ้วนสำหรับใช้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่กับการวิเคราะห์ศักยภาพร่วมกับพฤติกรรมเชิงบวก และ ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ได้อย่างเหมาะสม และ (4) การสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน โดยเฉพาะทัศนคติในการวางแผนการใช้จ่ายเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยง เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 18 พฤษภาคม 2569
