Onlinenewstime.com : ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC – Joint Information and Communication Center) แถลงสถานการณ์น้ำท่วมและสภาพอากาศเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ปริมาณน้ำเหนือมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง ขณะที่การบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยายังคงเดินหน้าระบายน้ำและเตรียมพื้นที่รองรับฝนระลอกใหม่ช่วงวันที่ 11–14 ตุลาคม
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยา แถลงสถานการณ์ ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีกำชับจังหวัดที่ยังประสบอุทกภัยให้ตรึงกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งบริหารจัดการระบายน้ำ สำรวจความเสียหาย และฟื้นฟูพื้นที่ ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบ
น้ำเหนือเริ่มลด เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,500 ลบ.ม./วินาที
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวว่า ปริมาณน้ำจากแม่น้ำปิงมีแนวโน้มลดลง ขณะที่น้ำจากแม่น้ำน่านอยู่ในการควบคุม โดยยังคงระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเนื่องประมาณ 5–6 วัน เพื่อบริหารระดับน้ำเหนือเขื่อนและเตรียมพื้นที่รองรับฝนระลอกใหม่ช่วงวันที่ 11–13 ตุลาคม
พื้นที่ชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทองยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยภาพรวมสถานการณ์ยังทรงตัว
สำหรับเขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่
- เขื่อนภูมิพล มีน้ำประมาณ 70%
- เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำประมาณ 80%
- เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีน้ำประมาณ 70–80%
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำเกิน 100% ของความจุ และมีการระบายน้ำประมาณ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
โดยเขื่อนหลักยังมีช่องว่างรองรับน้ำรวมกว่า 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำในลุ่มแม่น้ำปิงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนแนวโน้มปริมาณน้ำเหนือที่ลดลง
อยุธยายังได้รับผลกระทบ พื้นที่ริมตลิ่งต้องเฝ้าระวัง
แม้ภาพรวมการบริหารน้ำในลุ่มเจ้าพระยาจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะ อำเภอเสนา ผักไห่ และบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงพื้นที่ริมตลิ่งในจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรี
ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่บางปะอิน บางไทร และปทุมธานีอยู่ที่ประมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ระดับน้ำยังต่ำกว่าแนวป้องกันน้ำในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ นนทบุรีประมาณ 1.2 เมตร ปทุมธานีประมาณ 0.57 เมตร และกรุงเทพมหานครประมาณ 1.2 เมตร
พระนครศรีอยุธยามี 8 อำเภอเป็นพื้นที่รับน้ำ และมีการจัดกำลังทหารเข้าให้ความช่วยเหลือและอพยพประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
บางปะกงทำ New High 4.98 เมตร เร่งบริหารพื้นที่รองรับน้ำ
สำหรับ ลุ่มน้ำบางปะกง ระดับน้ำทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 4.98 เมตร โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบในบางส่วนของฉะเชิงเทราและนครนายก ขณะที่ต้องเฝ้าระวังพื้นที่ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และนครนายก
ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จันทบุรี ตราด และระยอง ต้องติดตามสถานการณ์ฝนตกหนัก โดยการบริหารจัดการน้ำจะเร่งรักษาพื้นที่รองรับน้ำเพื่อเตรียมรับฝนระลอกใหม่
กทม.แนวคันกั้นน้ำยังไม่กระทบ แต่ฝั่งตะวันออกยังมีน้ำท่วมขัง
นายปริญญา จันทคุปต์ ผู้อำนวยการส่วนวิชาการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบาย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า แนวคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่พบผลกระทบ โดยระดับน้ำต่ำกว่าจุดต่ำสุดของแนวคันประมาณ 90 เซนติเมตร
พื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำมีการเสริมกระสอบทรายและแนวป้องกัน รวมถึงจัดทำสะพานไม้เพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจร ขณะที่ กทม. ยังสามารถสูบน้ำฝั่งเจ้าพระยาได้กว่า 70 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผ่านอุโมงค์และคลองต่าง ๆ
จุดที่เคยมีสถานการณ์วิกฤตเริ่มคลี่คลาย โดยบริเวณ คลองลาดพร้าวน้ำแห้งแล้ว ส่วนพื้นที่ร่มเกล้าระดับน้ำลดลงอีกประมาณ 30 เซนติเมตร และบางจุดเริ่มกลับมาสัญจรได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีชุมชนที่มีน้ำท่วมขัง ได้แก่ ลาดกระบัง มีนบุรี หนองจอก ประเวศ สะพานสูง สวนหลวง สายไหม และออเงิน โดยหลายพื้นที่มีแนวโน้มระดับน้ำลดลง แต่ยังต้องเร่งสูบน้ำและผลักดันน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์
เปิด 6 เส้นทาง กทม.ที่ควรหลีกเลี่ยง
เส้นทางที่ยังมีน้ำท่วมขังและอยู่ระหว่างการสูบน้ำ ได้แก่
- ถนนพหลโยธิน ช่วงถึงซอย 54
- ถนนสุวินทวงศ์ บริเวณแยกตัดรามคำแหง–คลองโตนด
- ถนนกรุงเทพกรีฑา ซอย 9–25 และ 41–55
- ถนนหลวงแพ่ง
- ถนนฉลองกรุง
- ถนนเจ้าคุณทหาร ตั้งแต่ตัดร่มเกล้าถึงถนนเจ้าคุณทหาร
ขณะเดียวกันพื้นที่ ลาดกระบัง ยังคงเป็นจุดที่ต้องติดตาม เนื่องจากมีน้ำท่วมขังและการสัญจรเข้า-ออกบางพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ส่วนมีนบุรี หนองจอก ประเวศ และสะพานสูง ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำที่ได้รับอิทธิพลจากคลองประเวศบุรีรมย์
สำหรับพื้นที่สายไหม บริเวณออเงิน ยังมีน้ำท่วมขังในชุมชน โดยเจ้าหน้าที่เร่งสูบน้ำและผลักดันน้ำออก และคาดว่าจะใช้เวลาระบายประมาณ 2 วัน
แม่กลองเร่งพร่องน้ำ รับฝนระลอกใหม่
ด้านลุ่มน้ำแม่กลองและภาคตะวันตก เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ยังมีพื้นที่ว่างรองรับน้ำ ขณะที่จะเร่งระบายน้ำเพื่อเตรียมรับฝนในช่วงวันที่ 6 และ 11–13 ตุลาคม
เขื่อนศรีนครินทร์มีช่องว่างรองรับน้ำประมาณ 700 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนท้ายเขื่อนวชิราลงกรณมีการระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดว่าภายใน 1 สัปดาห์จะลดลงเหลือประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ส่วนเขื่อนแก่งกระจานยังสามารถระบายน้ำได้อีกประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับฝนระลอกใหม่
11–14 ต.ค. เฝ้าระวังฝนหนัก ฝนแช่ คาดสะสมราว 100 มม.
นายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า วันที่ 4 ตุลาคม ฝนจะเริ่มบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเคลื่อนลงสู่ภาคตะวันตก
วันที่ 5 ตุลาคม จะมีฝนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาและกรุงเทพมหานคร ขณะที่วันที่ 6–7 ตุลาคม มีฝนตกหนักบริเวณภาคตะวันตก โดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี ก่อนที่ฝนจะเริ่มลดลง
ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ 11–14 ตุลาคม เนื่องจากมีแนวร่องความกดอากาศต่ำบริเวณภาคกลาง ซึ่งอาจทำให้เกิดฝนตกหนักและฝนตกแช่ ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา รวมถึงกรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคตะวันออก โดยคาดว่าปริมาณฝนอาจสะสมสูงถึงประมาณ 100 มิลลิเมตร ก่อนเคลื่อนลงสู่ภาคใต้
กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานบริหารจัดการน้ำจึงร่วมกันติดตามสถานการณ์และเตรียมแผนรับมืออย่างใกล้ชิด
นายกฯ สั่งตรึงกำลัง เร่งระบายน้ำ เตรียมรับฝนระลอกใหม่
นายกรัฐมนตรีกำชับทุกจังหวัดที่ยังประสบอุทกภัยให้ตรึงกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งระบายน้ำในพื้นที่ที่มีศักยภาพ และสำรวจความเสียหายเพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู
สำหรับกรุงเทพมหานคร จะจัดตั้งศูนย์บัญชาการเร่งด่วน 4 โซน ได้แก่ สนามบินดอนเมือง เพื่อบริหารน้ำจากพื้นที่ตอนบน, ศูนย์ปฏิบัติการถาวรบริเวณ ร่มเกล้า, ศูนย์เสริมบริเวณ ถนนลาดกระบัง และศูนย์หน้างานในพื้นที่ หนองจอก
พร้อมคงศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ระดับเขตทั้ง 50 เขต เพื่อทบทวนแผนเผชิญเหตุ เตรียมแผนอพยพประชาชน สัตว์ และสิ่งของ รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและจัดพื้นที่พักพิงชั่วคราว โดยจะติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์เมื่อมีการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast
เปิดลงทะเบียนเงินเยียวยาน้ำท่วมผ่าน “ทางรัฐ”
ด้านการช่วยเหลือและเยียวยา ปภ. เปิดให้ประชาชนยื่นขอเงินเยียวยาอุทกภัยผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่เวลา 08.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม 2569
ผู้ยื่นขอรับความช่วยเหลือต้องเตรียมบัตรประชาชน หลักฐานภาพถ่ายความเสียหาย หลักฐานกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่อยู่อาศัย และบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับบัตรประชาชน
สำหรับประชาชนในกรุงเทพมหานคร ต้องลงทะเบียนเพิ่มเติมผ่านช่องทางของ กทม. ส่วนผู้ที่ไม่สะดวกใช้แอปพลิเคชัน สามารถลงทะเบียนผ่าน สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต
ความช่วยเหลือครอบคลุมค่าซ่อมแซมที่พักอาศัย ที่พักพิงชั่วคราว เครื่องมือประกอบอาชีพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง การจัดการศพ และค่าดำรงชีพเบื้องต้น พร้อมจัดทีมช่างและวิศวกรอาสาสำรวจความเสียหายเพื่อดำเนินการซ่อมแซมบ้าน
ภาพรวมสถานการณ์ น้ำเหนือมีแนวโน้มลดลงและการบริหารจัดการเขื่อนยังมีพื้นที่รองรับน้ำ ขณะที่พื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งยังได้รับผลกระทบ ประกอบกับมีฝนระลอกใหม่ในช่วง 4–7 ตุลาคม และช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 11–14 ตุลาคม จึงยังต้องติดตามระดับน้ำ ฝนสะสม และประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด
