Site icon Onlinenewstime.com – News and Knowledge to sustainability

“รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์” เตือนสภาพอากาศสุดขั้วไม่ใช่เรื่องไกลตัว อุณหภูมิโลกพุ่ง-ฝนแปรปรวน-น้ำทะเลหนุ เสี่ยงซ้ำเติมกรุงเทพฯ

extreme-weather-climate-change-sea-level-bangkok-seree-supharatid

Onlinenewstime.com : รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ชี้หลักฐานวิทยาศาสตร์สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจนขึ้น ทั้งอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ความแปรปรวนของฝน และระดับน้ำทะเลที่เพิ่มต่อเนื่อง ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเผชิญปัจจัย “น้ำทะเลสูง–น้ำท่วม–แผ่นดินทรุด” ที่อาจทำให้ความเสี่ยงรุนแรงขึ้นในอนาคต

สภาพอากาศสุดขั้วกำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องรับมืออย่างจริงจัง โดย รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ จากศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ชี้ให้เห็นว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากข้อมูลของ Copernicus Climate Change Service (C3S) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งอุณหภูมิ ฝน และระดับน้ำทะเล

รศ.ดร.เสรี ระบุว่า ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เคยร่วมกับคณะทำงานและผู้เชี่ยวชาญของ IPCC ในการจัดทำรายงานการประเมินครั้งที่ 6 หรือ AR6 เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ขณะที่ข้อมูลและหลักฐานที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เห็นแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชัดเจนขึ้น

อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น ภาคพื้นดินร้อนแรงกว่า

หนึ่งในสัญญาณสำคัญคือ อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังปี 1980 และปี 2000 เป็นต้นมา

ข้อมูลตัวชี้วัดภูมิอากาศของ C3S ระบุว่า อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยโลกในช่วงค่าเฉลี่ย 5 ปีล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 1.4°C สูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ขณะที่พื้นที่บนบกมีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิรุนแรงกว่าค่าเฉลี่ยโลกโดยรวม

แนวโน้มดังกล่าวหมายความว่า การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับระบบภูมิอากาศ ซึ่งเพิ่มโอกาสที่หลายพื้นที่จะเผชิญกับ คลื่นความร้อน ฝนตกหนัก ภัยแล้ง และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว บ่อยขึ้นหรือรุนแรงขึ้น

ฝนไม่ได้เพิ่มหรือลดเท่ากันทุกพื้นที่

อีกสัญญาณที่น่าจับตาคือ ความแปรปรวนของปริมาณและการกระจายตัวของฝน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะมีฝนเพิ่มขึ้นในรูปแบบเดียวกัน แต่ทำให้รูปแบบฝนมีความแตกต่างและสุดขั้วมากขึ้น บางพื้นที่มีแนวโน้มแห้งแล้ง ขณะที่บางพื้นที่มีฝนตกหนักขึ้น

สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงสำคัญคือฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งสามารถเพิ่มโอกาสเกิด น้ำท่วมฉับพลันและน้ำท่วมในเขตเมือง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำและมีการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่อง

ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น กระทบเมืองชายฝั่ง

ขณะเดียวกัน ระดับน้ำทะเลโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล C3S ระบุว่า ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 9.4 เซนติเมตรนับจากปี 1999 และอัตราการเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2015–2025 สูงกว่าช่วงปี 1999–2009 ประมาณ 30.8%

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลมีสาเหตุสำคัญจากการขยายตัวของน้ำทะเลเมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น รวมถึงการสูญเสียน้ำแข็งบนแผ่นดิน โดย C3S ประเมินว่าประมาณ 30% ของการเพิ่มขึ้นมาจากการขยายตัวของน้ำทะเลจากความร้อน และส่วนใหญ่ที่เหลือเกี่ยวข้องกับการละลายของน้ำแข็งบนแผ่นดิน

สำหรับประเทศไทย ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อพื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งไม่ได้เผชิญเพียงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยด้านการทรุดตัวของแผ่นดินเข้ามาเกี่ยวข้อง

กรุงเทพฯ เสี่ยงจาก “น้ำหลายทาง” ซ้ำเติมกัน

ประเด็นนี้สอดคล้องกับงานวิจัยล่าสุดของ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ และ Sawitree Rojpratak เรื่อง Sinking City: The Future of Bangkok Amid Climate Change and Rising Sea Levels ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Water Resources Management ปี 2026

งานวิจัยดังกล่าวพัฒนาแบบจำลองที่พิจารณาความเสี่ยงจาก น้ำท่วมแม่น้ำและน้ำท่วมชายฝั่งร่วมกัน ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยพบว่าการเกิดน้ำท่วมจากหลายปัจจัยพร้อมกันสามารถเพิ่มความรุนแรงและขยายพื้นที่ได้รับผลกระทบในกรุงเทพฯ ได้

ผลการศึกษายังประเมินว่า ภายใต้สถานการณ์ภูมิอากาศอนาคต ปริมาณฝนช่วงมรสุมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และพื้นที่น้ำท่วมจากผลของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในช่วงปี 2030–2090 โดยความเสี่ยงจะรุนแรงขึ้นเมื่อปัจจัยน้ำท่วมจากแม่น้ำและน้ำทะเลเกิดขึ้นร่วมกัน

ดังนั้น คำเตือนเรื่อง “กรุงเทพฯ จมน้ำ” จึงไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะภาพจำลองของเหตุการณ์ในอนาคต แต่ควรถูกนำมาพิจารณาในมิติของการวางผังเมือง ระบบระบายน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน การเตือนภัย และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่รวมถึงการ “ปรับตัว” ให้ทันกับสภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะเมืองขนาดใหญ่และพื้นที่เศรษฐกิจที่มีประชากรและโครงสร้างพื้นฐานกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

สำหรับกรุงเทพฯ การรับมือจึงจำเป็นต้องมองภาพรวมตั้งแต่ ฝนตกหนัก น้ำจากลุ่มน้ำ ระดับน้ำทะเล การทรุดตัวของแผ่นดิน ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินและระบบระบายน้ำ เพราะความเสี่ยงในอนาคตอาจไม่ได้เกิดจากภัยใดภัยหนึ่ง แต่เป็น “ความเสี่ยงแบบซ้อนทับ” ที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้มากขึ้น

Exit mobile version