Site icon Onlinenewstime.com – News and Knowledge to sustainability

โควิด-19 ปี 2569 “ผู้ป่วยสะสม”เกือบแสนราย เสียชีวิต 15 ราย NB.1.8.1 ครองสัดส่วนหลัก กรมควบคุมโรคย้ำกลุ่ม 608 ระวังเป็นพิเศษ

covid-19-situation-thailand-2569-prevention

Onlinenewstime.com : กรมควบคุมโรคเผยสถานการณ์โควิด-19 ปี 2569 ถึงเดือนสิงหาคม พบผู้ป่วยสะสมราว 99,691 ราย  เสียชีวิต 15 ราย อัตราป่วยตายลดลงเหลือ 0.02% ขณะที่สายพันธุ์หลักยังเป็นโอมิครอนกลุ่ม NB.1.8.1 แพร่เชื้อง่ายขึ้นแต่ยังไม่พบว่ารุนแรงขึ้น ชี้อาการส่วนใหญ่คล้ายไข้หวัดทั่วไป ย้ำผู้สูงอายุและกลุ่ม 608 ที่มีโรคประจำตัวระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรงและเสียชีวิต พร้อมเน้นย้ำมาตรการ “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด” เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อในชุมชน

สถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทยปี 2569 ยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง โดยแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน และมีการไต่ระดับสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน แต่ภาพรวมยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเมื่อ 2-3 ปีก่อน โดยพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงใน 10 จังหวัดแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต และจังหวัดที่มีประชากรและนักท่องเที่ยวหนาแน่น

ตลอดปี 2569 พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน หรือคลัสเตอร์ รวม 20 เหตุการณ์ ในสถานที่ต่าง ๆ โดยเรือนจำพบมากที่สุด 8 เหตุการณ์ มีผู้ป่วยสะสม 761 ราย รองลงมาคือโรงเรียนและสถานศึกษา 5 เหตุการณ์ มีผู้ป่วยประมาณ 400 ราย นอกจากนี้ยังพบการระบาดในโรงพยาบาล 2 เหตุการณ์ ซึ่งรวมถึงการระบาดในบุคลากรทางการแพทย์ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ 2 แห่ง รวมถึงสถานประกอบการและค่ายทหาร

แนวทางการปฏิบัติตัวเมื่อป่วยด้วยโควิด-19

แนวทางการปฏิบัติตัวเมื่อป่วยด้วยโควิด-19 หรือโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ แนะนำให้ หยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านประมาณ 5 วัน เนื่องจากในช่วง 5 วันแรกเป็นช่วงที่มีปริมาณเชื้อในระบบทางเดินหายใจค่อนข้างมาก ระหว่างแยกตัวควรสวมหน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัด แม้จะอยู่ภายในบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี หรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เพื่อช่วยลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนในครอบครัว

หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านในช่วงที่ยังมีอาการ ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และควรแยกตัวหรือป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัดประมาณ 5-7 วัน เนื่องจากหลังจากช่วงดังกล่าวปริมาณเชื้อจะลดลงและมีความปลอดภัยมากขึ้น

ส่วนการกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตตามปกติ หากไม่ได้พบแพทย์ สามารถพิจารณาจากอาการเป็นหลัก โดยควร ไม่มีไข้ต่อเนื่องอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง และอาการอื่น เช่น ไอหรือน้ำมูกลดลงแล้ว จึงกลับไปทำกิจกรรมตามปกติได้ แต่ควรสวมหน้ากากอนามัยต่อจนครบประมาณ 7 วัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

โควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่น

ปัจจุบันโควิด-19 ถูกปรับสถานะจากโรคติดต่ออันตรายเป็น “โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง” และถือเป็น โรคประจำถิ่น (Endemic) ซึ่งสามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม โควิด-19 ยังแตกต่างจากไข้หวัดใหญ่ที่มีวงจรการระบาดตามฤดูกาลค่อนข้างชัดเจน เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังได้รับอิทธิพลจากการกลายพันธุ์ของไวรัส รวมถึงพฤติกรรมและกิจกรรมทางสังคม เช่น การเดินทางและการรวมตัวในช่วงเทศกาลต่างๆ

ดังนั้น แม้สถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบันจะไม่รุนแรงเท่าช่วงการระบาดใหญ่ที่ผ่านมา แต่ประชาชน โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุ กลุ่ม 608 และผู้มีโรคประจำตัว ยังคงต้องเฝ้าระวัง ขณะที่ผู้มีอาการป่วยควรพักอยู่บ้าน สวมหน้ากาก และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น เพื่อลดการแพร่เชื้อในครอบครัวและชุมชน

NB.1.8.1 สายพันธุ์หลัก แพร่เร็วขึ้นแต่ไม่ได้รุนแรงขึ้น

วันที่ 1 กันยายน 2569 แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ และนายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวในการแถลงข่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ในประเทศไทยยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจตามฤดูกาล โดยข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 สิงหาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 99,691 ราย เสียชีวิต 15 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 0.02 โดยพบผู้ป่วยในทุกช่วงอายุ แต่อัตราป่วยสูงสุดเป็นกลุ่มเด็กอายุ 0 – 4 ปี รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 30 – 39 ปี และอายุ 20 – 29 ปี ตามลำดับ ขณะเดียวกันโรคทางเดินหายใจอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ และ RSV ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจโดยรวม

สำหรับสายพันธุ์โควิด 19 ปัจจุบัน จากการติดตามการเปลี่ยนแปลง พบว่า สายพันธุ์หลักที่เฝ้าระวังในประเทศไทยขณะนี้คือ โอมิครอนสายพันธุ์ NB.1.8.1 จำนวน 524 ราย (50.14%) ซึ่งพบต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 และยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลการเฝ้าระวังระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป

ดังนั้น การพบสายพันธุ์ย่อยหรือการเปลี่ยนแปลงของเชื้อไม่ได้หมายความว่าโรคจะรุนแรงขึ้นเสมอไป ประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องกังวลกับชื่อสายพันธุ์ แต่ควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขที่เชื่อถือได้

อาการของโควิด 19 ที่พบในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป หากมีอาการป่วยควรพักผ่อนให้เพียงพอ สังเกตอาการของตนเอง และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก (โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ที่พบว่ามีอัตราการป่วยสูงสุด)

ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก หากจำเป็นต้องออกจากบ้านหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น ควรสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ หากอาการป่วยไม่ดีขึ้นภายใน 1 – 2 วัน ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสม

โฆษกกรมควบคุมโรคกล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้โควิด 19 ในปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง แต่กลุ่ม 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง (โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน) ยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ

เพราะมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงมากกว่าประชาชนทั่วไป กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงที่มีคนแออัดหรืออากาศไม่ถ่ายเท ควรปฏิบัติตามมาตรการ DMH อย่างเคร่งครัด D (Distancing): เว้นระยะห่าง ระหว่างบุคคลอื่นเพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อ M (Mask Wearing): สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าอย่างถูกต้องเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ H (Hands Washing): ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นมาตรการพื้นฐานในการป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ”

กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกับการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ แต่ให้เน้นการป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นช่วงที่โรคระบบทางเดินหายใจสามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น ยึดหลัก “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด” หากมีอาการป่วยควรพักและลดการใกล้ชิดผู้อื่น สวมหน้ากากเมื่อมีอาการหรืออยู่ในสถานที่แออัด และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง

หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก ซึมลง หรืออาการทรุดลง ควรรีบพบแพทย์ทันที ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

Exit mobile version