fbpx
Breaking News

10 เคล็ดลับชะลอวัย ห่างไกลความแก่

www.onlinenewstime.com : สิ่งที่ทำให้คนเรา “แก่เร็ว” คือความเจ็บป่วย โดยเฉพาะการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง

นายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์   แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด ให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับทฤษฎีความแก่และการชะลอความแก่ (ageing and antiaging theory) เพื่อเพิ่มอายุวัฒนะให้แก่ตนเองโดยได้ให้เคล็ดลับ “โกงความแก่” ไว้ 10 ข้อดังนี้ เริ่มจากการ ตัดขาดจาก 5 สิ่งต้องห้าม ได้แก่

1) การจินตนาการเชิงลบ – ปัจจุบัน คนเมืองและคนวัยทำงาน ต้องเผชิญกับความเครียดสะสมอย่างมากทั้งจากงาน และชีวิตประจำวัน จนทำให้เกิดจินตนาการเชิงลบ ซึ่งความคิดเหล่านี้ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ เพราะว่าจิตใจของคนเรา เชื่อมโยงกับร่างกายโดยตรง ดังนั้น ความคิดหรือจินตนาการเชิงลบ จะทำให้เราไม่เป็นสุข เกิดความเครียดทางอารมณ์ สะสมลงสู่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว ทำให้ร่างกายเกิดเจ็บป่วยตามความคิดไปด้วย

2) ความอ้วน – วิถีดำรงชีวิตและอาหารการกิน ของคนสมัยใหม่ เอื้อให้เป็นโรคอ้วนง่ายขึ้น การเข้าสังคม การหาร้านอาหารใหม่ๆ เพื่อลงสื่อสังคมออนไลน์ หรือแม้แต่การนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวันโดยไม่ได้ขยับร่างกาย ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอ้วนได้ทั้งสิ้น

หลายคนอาจคิดว่าตนเองไม่ได้อ้วน แต่แค่มีพุงนิดหน่อย แต่อันที่จริงแล้วการอ้วนลงพุงนั้นอันตรายมาก

โดยตามเกณฑ์แล้ว หากวัดจากรอบเอวผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้วหรือประมาณ 90 ซม. สำหรับเอวผู้หญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้วหรือ 80 ซม.

ซึ่งความอ้วนและอ้วนลงพุงนี้ เป็นสาเหตุของโรคมากมาย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์-อัมพาต โรคตับอักเสบ-ตับแข็ง โรคข้อและกระดูก และแม้กระทั่งมะเร็ง

3) ลดการบริโภคน้ำตาล – งานวิจัยหลายชิ้น บ่งชี้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ ติดรสหวานโดยไม่รู้ตัว เพราะน้ำตาลเปรียบเหมือนสารเสพติดชนิดหนึ่ง ที่ยิ่งรับประทานยิ่งอร่อย น้ำตาลจึงกลายเป็นส่วนผสมที่มีอยู่ในอาหารคาวและหวานแทบทุกเมนู

ทั้งที่ในความเป็นจริง ร่างกายคนเรา ต้องการน้ำตาลเพียงครึ่งช้อนชาต่อวัน

ดังนั้น การที่เราบริโภคน้ำตาลมากเกินความต้องการ จากการรับประทานอาหารบางประเภทมากเกินไป เช่น ขนมหวาน น้ำหวานหรือน้ำอัดลม หรือแม้กระทั่งข้าวขาว และผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น มะม่วงสุก ทำให้เราเข้าสู่พฤติกรรม “แช่อิ่ม” เพราะทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลในร่างกายมาก เกินความจำเป็นและนำมาสู่โรคภัยต่างๆ

4) งดบริโภคไขมันทรานส์ – เพราะไขมันทรานส์ เกิดจากการแปรรูปจึงย่อยสลายได้ยากกว่าไขมันชนิดอื่น เช่น ครีมเทียมในกาแฟพร้อมเสิร์ฟ ขนมเค้กหรือเบเกอรี่ ฯลฯ

นอกจากนี้คนจำนวนมาก ยังมีความเชื่อผิดๆ ว่าการใช้น้ำมันไม่อิ่มตัว อย่างน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง มาปรุงอาหารประเภททอดแล้ว ดีกว่าการใช้น้ำมันอิ่มตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วน้ำมันประเภทไขมันไม่อิ่มตัวนั้น สามารถจับกับไฮโดรเจน กลายเป็นไขมันทรานส์และก่อให้เกิดสารพิษตกค้าง และกระตุ้นอนุมูลอิสระในร่างกายได้

อย่างไรก็ตาม การเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงแบบนึ่ง ต้ม หรือย่างโดยมีสิ่งห่อหุ้มระหว่างอาหารกับที่ย่าง เช่น ใบตอง จึงปลอดภัยต่อร่างกาย มากกว่าการรับประทานอาหารแบบทอด

5) หลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม – สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ถือเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์ ดังนั้น การรับประทานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว จึงให้โทษต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสะสมพิษชนิดเดียวกัน และยังมีไขมันและกล้ามเนื้อที่เป็นโทษ และย่อยยากด้วย เราจึงควรหาแหล่งโปรตีนอื่น ที่มีคุณภาพรับประทานแทน เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ธัญพืชต่างๆ เห็ดชนิดต่างๆ โดยเฉพาะหากใครที่ต้องการลดน้ำหนัก เมนูเห็ดเป็นเมนูที่ดีที่สุดเพราะไม่มีน้ำตาล ไม่มีไขมัน อุดมด้วยโปรตีนและใยอาหาร”

“นอกจากการหลีกเลี่ยงพฤติกรรม 5 สิ่งต้องห้ามแล้ว เรายังควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ คือ เลือกรับประทานผัก-ผลไม้สดที่ไม่หวาน เพราะผักและผลไม้สด ให้คุณค่าของวิตามินอย่างแท้จริง และวิตามินในผักผลไม้ ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลายด้าน

ที่สำคัญต้องเลือกรับประทานผัก และผลไม้หลากหลายชนิด เพื่อให้ได้รับวิตามินครบถ้วน คนไทยไม่มีปัญหา เพราะมีผักสมุนไพรอร่อยๆ หลากหลายชนิดให้เลือกบริโภค

โดยแนะนำให้รับประทานผักและผลไม้ เป็นสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งของอาหารในแต่ละมื้อ เลือกทานแป้งไม่ขัดสี เพราะแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือขนมปังโฮลวีต เป็นแป้งที่มีโครงสร้างซับซ้อน ทำให้ชะลอการดูดซึมน้ำตาล

และที่สำคัญยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งควรรับประทานข้าว ในปริมาณที่น้อยลงในแต่ละมื้อ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แนะนำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ช่วยให้ร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ แนะนำให้นอนหลับสนิทอย่างน้อยวันละ 4 ชม. และคิดบวก การคิดบวกและมีทัศนคติที่ดี ช่วยให้เรามีความสุข ร่างกายเราก็จะสุขไปด้วย

เชื่อว่าหากทุกคนสามารถปฏิบัติได้ตามคำแนะนำข้างต้น สุขภาพทุกคนในครอบครัวก็จะดีและไร้โรคภัยไข้เจ็บด้วย” นพ.บุญชัย กล่าวสรุป

Chinese (Simplified)EnglishThai
error: Content is protected !!