Onlinenewstime.com : หอการค้าไทยฯ จับมือภาคสาธารณสุข ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เปิดเวทีระดมสมอง ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 ขับเคลื่อนโครงการเปิดเมือง ปลอดภัย พร้อมไขข้อข้องใจในทุกประเด็นกับทิศทาง ประเทศไทยหลังคลายล็อกดาวน์ เฟส 3 คาดสร้างเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1-2 แสนล้านบาท แนะธุรกิจปรับตัวสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค จนเกิดเป็นชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ของธุรกิจไทยที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน ขณะที่ภาครัฐต้องมีแผนเปิดประเทศและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน รวมถึงใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะทำงานกลุ่มมาตรการสำหรับการกลับมาเปิดธุรกิจใหม่ ภายใต้คณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เปิดเผยว่า หอการค้าไทยฯ ได้มีส่วนร่วมกับ ศบค. ในการสนับสนุนมาตรการ หยุดยั้งการแพร่กระจายของโควิด-19 และได้มีข้อเสนอของภาคเอกชนในหลายประเด็นตั้งแต่เริ่มต้น
อาทิ มาตรการสำหรับการกลับมาเปิดธุรกิจใหม่ และมาตรการสำหรับการเปลี่ยนผ่านเบื้องต้นในการปรับพฤติกรรมของประชาชน การเตรียมความพร้อมการเปิดสถานประกอบการภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ข้อปฏิบัติพื้นฐาน ที่ทุกสถานประกอบการต้องปฏิบัติ และคู่มือสำหรับสถานประกอบการ มาตรการเพื่อช่วยเหลือธุรกิจ และผู้ประกอบการ การส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) การจัดทำระบบเพื่อช่วยเหลือผู้ตกงาน และการศึกษาแนวทางการปรับตัวของธุรกิจในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรง
สำหรับมาตรการผ่อนปรน (คลายล็อกดาวน์) ระยะที่ 3 จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งหอการค้าไทยฯ ประเมินว่าหลังคลายล็อกดาวน์ ระยะที่ 3
สำหรับกิจการและกิจกรรมในกลุ่มสีเหลือง ซึ่งมีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระดับปานกลางถึงสูง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 1-2 แสนล้านบาท และตั้งแต่มีการคลายล็อกดาวน์ระยะที่ 1 ในกลุ่มสีขาวหรือความเสี่ยงต่ำ และมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2563 และ ระยะที่ 2 ในกลุ่มสีเขียวหรือความเสี่ยงปานกลาง วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 ส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ 2 แสนล้านบาท
และจากการประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2563 (ณ เดือนพฤษภาคม 2563) ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ประเมินว่า GDP ของประเทศไทยจะติดลบ 3-5% ซึ่งเป็นระดับดีกว่าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าจะติดลบ 6.7% เนื่องจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ มีมาตรการเยียวยาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
นายกลินท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ (12 มิ.ย.) ทาง ศบค. จะมีการประกาศมาตรการผ่อนปรน ระยะที่ 4 ให้กิจการและกิจกรรมอีกหลายประเภท กลับมาดำเนินธุรกิจได้ภายใต้มาตรการที่ภาครัฐกำหนดเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้ประชาชน และเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้
และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเปิดประเทศและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งต้องดูเปรียบเทียบประเทศอื่นๆ รวมถึงกำหนดกระบวนการที่ชัดเจน ในการจะอนุญาตให้ชาวต่างชาติ ทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวเข้าประเทศในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนไทยว่าจะไม่เกิดการแพร่ระบาดระลอก 2 (Second Wave) จากการให้คนต่างชาติเข้าประเทศ
รวมทั้งมาตรการต่างๆ ของภาครัฐที่จะมีออกมา เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังนี้ รัฐบาลจะต้องดูแลในเรื่องของผู้ว่างงาน และแผนการพัฒนาประเทศ รวมถึงการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ในการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ หลังจาก พ.ร.ก. กู้เงิน ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
“งานสัมมนาออนไลน์ในครั้งนี้จะทำให้ผู้ประกอบการต่างๆ ได้เข้าใจถึงความสำคัญที่จะต้องมีการปรับตัว ยกระดับมาตรฐาน เพื่อประโยชน์ทั้งเจ้าของธุรกิจและลูกค้า เพราะที่ผ่านมาการเปิดเมืองหรือการผ่อนคลายต่างๆ ได้มีการทยอยปรับให้เหมาะสมตามลักษณะของสถานประกอบการและลูกค้า
โดยปัจจุบันจะเห็นบรรยากาศ การปรับตัวเพื่อประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอดในรูปแบบต่างๆ เช่น การเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจผ่านระบบดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสใหม่ๆ ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการทำงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างสรรค์บริการต่างๆ ที่น่าสนใจ เป็นต้น”
ด้าน นางสาวเสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในหัวข้อ “Work from Home: “Work อย่างไรให้ได้ทั้งงานและเงิน” ว่า การทำงานที่บ้าน (Work from Home) เป็นหนึ่งในมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ยังไม่มีวัคซีนและยารักษาโรค
ซึ่ง TDRI ได้ทำการศึกษาผลกระทบของการทำงานที่บ้านของพนักงาน TDRI พบว่า การทำงานที่บ้านมีผลดีทั้งต่อองค์กรและพนักงาน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายโดยตรงที่ลดลง เวลาที่ประหยัดได้จากการเดินทางที่ลดลง และผลิตภาพในการทำงานที่เพิ่มขึ้น โดยประโยชน์ส่วนใหญ่ เกือบทั้งหมดตกอยู่กับพนักงานในรูปของเวลาในการเดินทางที่ประหยัดได้ซึ่งทำให้พนักงาน มีเวลาทำกิจกรรมตามที่ต้องการเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
การศึกษาพบว่าจากพนักงานทั้งหมด 136 คน โดยมี 92 คนเป็นนักวิจัย พนักงานส่วนใหญ่ (ร้อยละ 81) สามารถทำงานที่บ้านได้อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะพนักงานฝ่ายวิจัยซึ่งทำงานที่บ้านเกือบร้อยละ 99 โดยมีจำนวนวันทำงานที่บ้านเฉลี่ย 3.9 วันต่อสัปดาห์
ในขณะที่พนักงานฝ่ายสนับสนุนทำงานที่บ้านร้อยละ 45 โดยมีจำนวนวันทำงานที่บ้านเฉลี่ย 2.3 วันต่อสัปดาห์ และมีพนักงานสนับสนุน ที่ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ร้อยละ 55 เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์ที่สำนักงาน ต้องพบปะหรือติดต่อกับผู้คน เป็นต้น
ซึ่งเมื่อคำนวณประโยชน์ในเชิงปริมาณ จะพบว่า TDRI และพนักงานได้ประโยชน์จากการทำงานที่บ้านรวมกัน คิดเป็นมูลค่าในรูปตัวเงินประมาณ 4.2 แสนบาทต่อเดือน โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 88) เป็นค่าใช้จ่ายทางตรงของพนักงานที่ลดลง และมีเพียงส่วนน้อย (ร้อยละ 12) ที่ตกอยู่กับองค์กรโดยตรงในรูปตัวเงิน นอกจากนี้พนักงาน ยังได้รับประโยชน์ในรูปของเวลาที่ประหยัดได้จากการเดินทาง ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการทำกิจกรรมที่ต้องการ คิดเป็นค่าเสียโอกาสรวมทั้งสิ้นประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อเดือน
ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวในหัวข้อ “Work from Home อย่างไรให้ได้ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล” ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ได้ก่อให้เกิดกระแสความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในหลากหลายมิติ หนึ่งในนั้นก็คือ “การทำงานที่บ้าน” (Work From Home) ที่ได้กลายเป็นปรากฏการณ์รูปแบบใหม่ของการทำงาน และอาจเป็น New Normal ของหลายองค์กร ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน
ซึ่งถือเป็นอีกก้าวของการยกระดับองค์กรสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมที่พร้อมรับมือต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ในช่วงการระบาดของเชื้อโควิด – 19 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ยังศึกษาข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และเริ่มพัฒนาระบบบริหารจัดการความรู้ ภายใต้แนวคิด “การสร้างองค์กรนวัตกรรมภาครัฐ” เพื่อรองรับการทำงานและอำนวยความสะดวก ให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งภายในและภายนอกสำนักงาน โดยเน้นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาช่วยในการปฏิบัติงาน เพื่อพัฒนาระบบงานให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานรูปแบบใหม่
“หลังจากสถานการณ์โควิด – 19 คลี่คลาย อาจจะเห็นการทำงานที่บ้านของหลายบริษัท รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่จะขยายโอกาสให้บุคลากรได้ทำงานจากนอกสำนักงานมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่น
รวมทั้งยังจะได้เห็นสตาร์ทอัพและนักพัฒนาเทคโนโลยี นำเสนอแพลตฟอร์มใหม่ๆ เพื่อใช้อำนวยความสะดวกกับการทำงานเพิ่มขึ้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนในการสร้างโอกาสการพัฒนาองค์กร เข้าสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมที่ไม่ใช่เพียงแค่การผลิตสินค้าหรือบริการ ที่มีความเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมเท่านั้น แต่จะเป็นองค์กรที่สามารถหาโซลูชั่นใหม่ๆ ที่ช่วยในการบริหารจัดการแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน”
