Breaking News

ไข้เลือดออก “โรคที่มากับฝน” อันตรายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ปีนี้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง!

animal_biology_bite_black_blood2

onlinenewstime.com : จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 3 กันยายน 2561 มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก สะสมรวม 52,670 ราย เสียชีวิต 69 ราย โดยส่วนใหญ่พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในกลุ่มอายุ 15-24 ปี

ทั้งนี้จากการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชื่อ “หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC” ของนายแพทย์มนูญ ลีเซวงวงศ์ หัวหน้าประจําห้อง ICU และหัวหน้าโรคระบบทางเดินหายใจและปอด โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กล่าวถึงโรคไข้เลือดออกว่า ในช่วงหน้าฝนปีนี้พบว่ามีคนที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้ป่วยชายไทยอายุ 47 ปี ปกติแข็งแรงดี มาโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ด้วยอาการไข้สูง 39.5 องศาเซลเซียส ปวดหัว ปวดตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร 5 วัน

ตรวจเลือดพบเกล็ดเลือดต่ำมาก เหลือเพียง 9,000 (ค่าปกติ 140,000-400,000 cells/uL) เม็ดเลือดขาวต่ำ 2,400 ความเข้มข้นของเลือดสูง 16.1 ค่าเอนไซม์ตับสูง AST 1,325, ALT 517 (ค่าปกติ ต่ำกว่า 40 U/L) ตรวจเลือดยืนยันเป็นไข้เลือดออก

ให้ยาลดไข้ไทลินอล ให้น้ำเกลือ อาการกลับแย่ลง มีผื่นเป็นจุดแดงเล็กๆตามแขนขา และลำตัวจากเลือดออกใต้ผิวหนัง ยังมีไข้สูงต่อเนื่อง วันที่ 5 ที่อยู่ในโรงพยาบาล วันที่ 10 จากเริ่มป่วย ผู้ป่วยเริ่มมีตัวเหลือง ตาเหลือง ค่าเอนไซม์ตับเพิ่มขึ้น AST 8,350, ALT 1,443

จึงตัดสินใจให้อิมมูโนโกลบูลินฉีดทางเส้นเลือด 2 วัน และเสตียรอยด์ 6 วัน หลังให้ยา อาการผู้ป่วยค่อยๆดีขึ้น ไข้ลง ตัวเหลือง ตาเหลืองลดลง ค่าเอนไซม์ตับลดลง ค่าเกล็ดเลือดค่อยๆเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยดีขึ้น ยังอ่อนเพลีย กลับบ้านได้ นอนรักษาในรพ. นาน 11 วัน ติดตามผู้ป่วยปัจจุบันกลับมาแข็งแรงเหมือนปกติ

ช่วงหน้าฝนปีนี้พบไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้ามีไข้ ปวดหัว ปวดตัว โดยไม่มีอาการเป็นหวัด อาจเป็นโรคไข้เลือดออก ควรพบแพทย์ ผู้ใหญ่และคนสูงอายุก็ป่วยเป็นไข้เลือดออกได้ อาการจะรุนแรงกว่าเด็ก สำหรับยาลดไข้ กินยากลุ่มพาราเซตามอล แต่ห้ามกินเกินขนาดเพราะอาจทำให้ตับวายได้ ห้ามกินยาแอสไพริน และยาลดการอักเสบ NSAIDs เพราะจะทำให้เลือดออก

CR : https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1108605249306238&id=604030819763686

Chinese (Simplified)EnglishThai
error: Content is protected !!